กูรู 4 ภาค
"วิรัตน์ จันเลน : เกษตรไทย ผู้ใช้หัวใจปลูกสับปะรดนางแล"
 23 สิงหาคม 2559   248
จ.เชียงราย
หัวใจของการทำเกษตรอินทรีย์
คือการทุ่มเทด้วยใจรัก
และมีความสุข เมื่อได้ลงมือทำ

"วิรัตน์ จันเลน" ปราชญ์เกษตรผู้ปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลด้วยหัวใจรัก

“ป่าไม้อุดมดี สตรีสวยสด สับปะรดหวานฉ่ำ วัฒนธรรมล้านนา สองศาสนารวมกัน” คำขวัญประจำหมู่บ้านป่าซางวิวัฒน์ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ได้บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินและน้ำ ต้นกำเนิดของพืชพรรณธัญหาร ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนบนดินแดนวิถีเกษตรกรรมแห่งล้านนา ที่หมู่บ้านป่าซางวิวัฒน์แห่งนี้ ผู้คนที่นี่อยู่รวมกันทั้งพุทธศาสนิกชนและคริสตชน ชาวบ้านมีอาชีพทำการเกษตรที่น่าสนใจคือปลูกสับปะรด โดยเฉพาะ "สับปะรดนางแล" ปัจจุบันความน่าสนใจของสับปะรดนางแล กลายเป็นที่รู้จักกันทั้งคนไทยและต่างชาติ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าสับปะรดสายพันธุ์นี้มีดีอะไร? และหากจะกล่าวถึงเรื่องราวทั้งหมดของสับปะรดนางแล คงไม่มีใครไม่รู้จักหญิงเก่งผู้เป็นปราชญ์เกษตรด้านการปลูกสับปะรดอินทรีย์ท่านนี้ “วิรัตน์ จันเลน” ท่านผู้นี้คือต้นแบบของการสืบสานภูมิปัญญาทางการเกษตรโดยมีสับปะรดนางแลเป็นมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษเป็นผู้มอบให้

หลักคิดในการใช้ชีวิต

“เกษตรกรรมและภูมิปัญญา คือมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ลูกหลานได้สืบสาน”

คุณป้าวิรัตน์ จันเลน เกิดเมื่อวันที่18 สิงหาคม พ.ศ.2500 เป็นชาวบ้านป่าซางวิวัฒน์โดยกำเนิด บิดาชื่อนายติ๊บ สิทธิวงค์ มาดาชื่อนางคำ สิทธิวงค์ มีพี่น้องด้วยกัน 4 คน โดยป้าวิรัตน์เป็นบุตรคนที่ 4 ของครอบครัว ทั้งหมดอาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ปลูกบ้านสร้างเรือนในบรรยากาศแบบชนบทที่แวดล้อมไปด้วยบ้านของญาติพี่น้อง ชีวิตในวัยเด็กตามประสาชาวไร่ชาวสวนจึงเติบโตมาท่ามกลางความอบอุ่นของญาติผู้ใหญ่ ป้าวิรัตน์ในวัยเด็กมีความขยันขันแข็งช่วยเหลือครอบครัวทำงาน ขยันพากเพียรเล่าเรียนศึกษากระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่6 ที่โรงเรียนบ้านป่ารวก(คุรุราษฎร์สงเคราะห์) ซึ่งเป็นระดับการศึกษาที่สูงที่สุดในสมัยนั้น

ด้วยความรักและผูกพันในอาชีพเกษตรกรรม ที่เคยช่วยครอบครัวปลูกสับปะรดและทำนาข้าวมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หลังจากเรียนจบแล้ว ป้าวิรัตน์จึงไม่ยอมจากบ้านห่างเมืองเพื่อหางานทำเหมือนใครอื่นเขา แต่ได้มุ่งมั่นทำไร่สับปะรดบนผืนดินอันอุดมสมบูรณ์นี้เพื่อสนองคุณของบรรพบุรุษ ที่ได้บุกเบิกผืนดินไว้ให้สืบทอดทำกินจากรุ่นสู่รุ่น จนกระทั่งป้าวิรัตน์อายุ18ปี ได้สมรสกับนายสุทัศน์ จันเลน มีบุตรด้วยกันทั้งหมด2คน ลูกชายและลูกสาว ถึงแม้จะออกเหย้าออกเรือนไปมีครอบครัวแล้วก็ตาม ป้าวิรัตน์และสามียังคงสร้างอนาคตด้วยอาชีพเกษตรกร ทุกๆ ปีจะทำนาไว้กิน ปลูกสับปะรดไว้ขาย สร้างรายได้เลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวให้อยู่กินกันอย่างสุขสบาย

ป้าวิรัตน์ได้กล่าวถึงรากเหง้า เล่าถึงความหลัง ครั้งสมัยปู่ย่าตาทวดผู้บุกเบิกผืนแผ่นดินบ้านป่าซางวิวัฒน์ ในยุคสงครามโลกครั้งที่2 ทวดต้นตระกูลได้หอบลูกหอบหลานอพยพหนีความกันดารมาจาก จ.เชียงใหม่ และมาตั้งรกรากแผ้วถางพื้นที่ทำกิน ณ หมู่บ้านแห่งนี้ โดยนำพืชชนิดหนึ่งที่ชื่อ "สับปะรด" ติดมาด้วย เชื่อว่านั่นเป็นครั้งแรกที่สับปะรดได้มีโอกาสสัมผัสพื้นดินของ จ.เชียงราย สมัยนั้นไม่มีใครรู้จักผลไม้ชนิดนี้มากนัก ทวดบอกว่าเป็นสับปะรดสายพันธุ์น้ำผึ้ง มีความหอม หวานฉ่ำเป็นเอกลักษณ์ และเมื่อได้นำมาปลูกบนผืนดินอันอุดมแห่งนี้ ผลผลิตที่ได้เป็นดั่งสวรรค์ปั้นแต่ง เพราะธรรมชาติได้ปรุงรสให้สับปะรดมีความอร่อยเลิศล้ำเหนือคำบรรยาย โดยเฉพาะความหอม หวานฉ่ำไม่เหมือนสับปะรดอื่นใดในโลก ยิ่งใครได้ลิ้มลองยิ่งชวนให้หลงใหลยิ่งนัก จึงกลายเป็นผลไม้ที่มีคนนิยมกล่าวขานอย่างมากมาย สามารถขายผลผลิตสร้างรายได้อย่างดีในยุคสมัยนั้น

สับปะรดน้ำผึ้งหรือสัปปะรดป่าซางวิวัฒน์เริ่มขยายพื้นที่ปลูกที่กว้างออกไปเรื่อยๆตามความนิยม พื้นที่1ไร่ สามารถปลูกได้4,000ต้น ให้ผลผลิตประมาณ2,800-3,000 ลูก/ไร่ กระทั่งการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยองค์การบริหารส่วนตำบลนางแล(ปัจจุบันเทศบาล ต.นางแล)ได้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนผลไม้และของดีในชุมชน จึงได้เปลี่ยนชื่อ"สับปะรดป่าซางวิวัฒน์"เป็น"สับปะรดนางแล"ตราบจนปัจจุบัน

สับปะรดนางแลได้รับความนิยมจนเป็นสัญลักษณ์ประจำถิ่น หากใครได้มาเยือน ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย แล้วไม่ได้ทานสับปะรดนางแล เรียกได้ว่า“คุณยังมาไม่ถึง จ.เชียงราย”

ปีพ.ศ.2521นับเป็นจุดเริ่มต้นในการปลูกสับปะรดอย่างจริงจังของครอบครัวจันเลน ด้วยพื้นที่ปลูกทั้งหมดกว่า10ไร่ สามารถให้ผลผลิตสับปะรดนางแลมากกว่า 28,000ลูก ขณะนั้นราคาขายตกอยู่ที่ลูกละ10-15บาท นับว่าสร้างรายได้อย่างงดงามเลยทีเดียว ป้าวิรัตน์กล่าวว่า นอกจากนำผลผลิตที่ได้ไปขายแล้ว ส่วนหนึ่งยังเก็บไว้เพื่อรับประทานกันในครัวเรือน เพราะทุกส่วนของสับปะรดมีสรรพคุณทางยา เช่น "ยอดอ่อน,เปลือก,ราก"ช่วยขับปัสสาวะ ขับนิ้ว “เหง้า” ใช้ต้มดื่มขับปัสสาวะ ขับนิ้ว แก้ระดูขาว และกามโรค “ผลสด” ช่วยขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้อักเสบ ช่วยให้แผลหายเร็ว “ใบสด”ใช้เป็นยาถ่าย แก้กระษัย หากใครรับประทานสับปะรดเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคไตอักเสบและโรคความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย ซึ่งสรรพคุณทางยาตามที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแล้ว

ด้วยความรักและสำนึกในบุญคุณของผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งได้มอบพืชมหัศจรรย์ชนิดนี้ไว้เป็นมรดกตกทอดมาสู่ชนรุ่นหลัง ป้าวิรัตน์ได้กล่าวมาโดยตลอดว่า “เกษตรกรรมและภูมิปัญญา คือมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ลูกหลานได้สืบสาน” ดังนั้นครอบครัวจันเลนและญาติพี่น้อง จึงตั้งใจมุ่งมั่นสืบสานภูมิปัญญาและความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของสับปะรดสายพันธุ์นางแลไว้ ทั้งนี้เพื่อมอบเป็นสมบัติของจังหวัดเชียงรายและประเทศชาติต่อไป

สับปะรดป่าซางวิวัฒน์หรือสับปะรดนางแล

ประวัติและความเป็นมาเกี่ยวกับตัวเกษตรกร

ในช่วงที่เกษตรกรเริ่มขยายพื้นที่ปลูกสับปะรดนางแลมากขึ้นเรื่อยๆ ป้าวิรัตน์ผู้มีหัวใจของความเป็นผู้นำ ผู้รักและใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ดังนั้นจึงมีโอกาสได้ศึกษาดูงานพบปะกลุ่มคนต่างๆ มากมาย กระทั่งได้มีโอกาสเห็นพี่น้องเกษตรกรต่างถิ่นรวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรด้วยการแปรรูป จึงจุดประกายให้ป้าวิรัตน์หวนคิดถึงสับปะรดนางแลที่มีผลผลิตมากมาย “เมื่อพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผลผลิตการเกษตรจึงมีมากมาย อีกไม่นานอาจล้นตลาดและราคาตกต่ำ การแปรรูปคืออีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่สุด” แรงบันดาลใจในการแปรรูปสับปะรดนางแลได้เกิดขึ้นทันที ป้าวิรัตน์เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มเพื่อนบ้าน 5-6 คน ลองผิดลองถูกนำผลผลิตสับปะรดที่เหลือจากการขายมาแปรรูป ในลักษณะต่างๆ เช่น ข้าวเกรียบสับปะรด, สับปะรดกวน,แยมสับปะรด โดยเริ่มจากแปรรูปเพื่อจัดเลี้ยงในกิจกรรมต่างๆ ของหมู่บ้าน รู้จักปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปให้มีรสชาติถูกปากถูกใจ กระทั่งกลายเป็นที่นิยมชมชอบ เป็นอาหารว่างที่ขาดไม่ได้เลยในงานเทศกาลต่างๆ

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสับปะรดนางแลเติบโตตามความใฝ่ฝันของป้าวิรัตน์“สิ่งที่ได้จากความเพียรพยายามหอมหวานกว่ารสชาติสับปะรดเสียอีก”เพราะผลิตภัณฑ์แปรรูปทั้งหมดได้ช่วยสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับพี่น้องและเพื่อนบ้านชาวป่าซางวิวัฒน์ได้เป็นอย่างดี

ปลูกสับปะรดเพื่อใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของต้นสับปะรด :

ไม่นานนักภาครัฐและเอกชนได้เห็นถึงผลงานและความสามารถของป้าวิรัตน์ จึงได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมาตรฐานมากยิ่งขึ้น และในปีพ.ศ.2545 ป้าวิรัตน์ได้ทำการศึกษาผ่านกระบวนการวิจัยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในการแปรรูปผลิตภัณฑ์กระดาษจากใบสับปะรด โดยมีคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเป็นพี่เลี้ยง ป้าวิรัตน์ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจพร้อมกับใส่จิตวิญญาณไว้บนปลายทางฝัน กระทั่งฝันได้เป็นจริง และก่อเกิดเป็นความสำเร็จอันล้ำค่า ใบสับปะรดสามารถนำมาแปรรูปเป็นกระดาษได้จริง กระดาษที่ได้มีความเหนียว ทนทาน สามารถนำไปประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย เช่น สมุด กรอบรูป กล่องเอนกประสงค์ ถุงกระดาษ โคมไฟและใช้ในงานประดิษฐ์ต่างๆ ได้มากมาย นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เกิดจากความสามารถของป้าวิรัตน์ล้วนๆ

นอกจากนี้ยังมีชิ้นงานจากสับปะรดนางแลที่อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย โดยมีอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นผู้ดูแล เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ ยาสมุนไพร และบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่อาหาร เป็นต้น ซึ่งอีกไม่นานจะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์คุณภาพที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของป้าวิรัตน์เอง

สำหรับสับปะรดนางแลที่นิยมรับประทานผลสดนั้น ป้าวิรัตน์ยังได้นำอาหารพื้นบ้านมาต่อยอดจากกิจกรรมที่มีจุดกำเนิดจากการแปรรูปใบสับปะรดให้เป็นผลิตภัณฑ์ โดยพัฒนาตำรับอาหารจากสับปะรดด้วยการทดลองทำอาหารพื้นบ้านที่ใช้สับปะรด โดยมีอาหารที่พัฒนาขึ้น เช่นน้ำพริกอ่องสับปะรด,แกงฮังเลสับปะรด,แกงคั่วสับปะรด,แกงส้มสับปะรด,แกงเผ็ดหมูสับปะรดและขนมจีนซาวน้ำ ทุกเมนูล้วนแต่ครองใจนักชิมมาแล้วมากมาย

ตั้งใจปลูกสับปะรดแบบอินทรีย์ อนุรักษ์สายพันธุ์ดีดั้งเดิมไว้ให้ลูกหลาน :

อย่างไรก็ตาม เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สิ่งใหม่ๆได้ถือกำเนิดเกิดขึ้น เมื่อวงการผู้ปลูกสับปะรดนางแลต้องสะท้านสะเทือน หลังจากมีเกษตรกรนำสับปะรดสายพันธุ์ดีจาก จ.ภูเก็ตมาปลูกในพื้นที่ตำบลนางแล และผลผลิตที่ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการผู้ปลูกสับปะรด เพราะเมื่อสับปะรดจากต่างถิ่นถูกปรุงแต่งโดยธรรมชาติของผืนดินที่นี่ผลผลิตที่ได้กลายเป็นความอร่อยโดนใจอย่างเหลือเชื่อ ด้วยคุณสมบัติลูกเล็กน่ารัก หวาน กรอบ จึงเป็นที่นิยมชมชอบของผู้บริโภคยิ่งนัก ขณะเดียวกันยังครองใจเกษตรกรด้วยผลผลิตที่มีปริมาณมาก ปลูกและดูแลรักษาง่าย สามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกฤดูกาลจึงกลายเป็นสับปะรดสายพันธุ์ใหม่ที่ใครๆต่างเรียนชื่อว่า“ภูแล”มาจนปัจจุบันนั่นเอง

และเมื่อสับปะรดภูแลสร้างชื่อเสียงและรายได้ที่ดีกว่า เกษตรกรจึงนิยมปลูกสับปะรดสายพันธุ์นี้มากขึ้นทั้งในพื้นที่ตำบลนางแลและขยายวงกว้างออกไปถึงตำบลใกล้เคียง ส่วนสับปะรดนางแลพันธุ์ดั้งเดิมจึงไม่ค่อยมีใครนิยมปลูกกันมากนัก “ยิ่งนานวันสับปะรดนางแลยิ่งถูกลืม อีกหน่อยคงไม่มีใครรู้จักและไม่มีบุญวาสนาได้ทานสับปะรดนางแลสายพันธุ์ดั้งเดิม” ป้าวิรัตน์จึงรักและหวงแหนพื้นที่ปลูกสับปะรดนางแลกว่า10ไร่ที่ตนทำกินอยู่ หวังเพียงให้เป็นแปลงสับปะรดนางแลสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีรสชาติหอมหวานฉ่ำเหมือนในอดีต ตั้งใจอนุรักษ์ไว้ ให้เป็นมรดกกับลูกหลานสืบไป ปัจจุบันเน้นปลูกและดูแลโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ ป้าวิรัตน์ถือคติที่ว่า“หัวใจของการทำเกษตรอินทรีย์ คือการทุ่มเทด้วยใจรักและมีความสุขเมื่อได้ลงมือทำ” เพราะทุกอย่างทำด้วยใจรัก ที่นี่จึงเป็นแปลงสับปะรดตัวอย่างที่มีคนสนใจเข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก ผลผลิตสับปะรดนางแลที่ได้เกิดจากการใช้เศษต้นสับปะรดหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ แล้วนำกลับมาใช้ในการปลูกสับปะรดอีกครั้ง และใช้ผลสับปะรดตกเกรดหมักเป็นฮอร์โมนพ่นบำรุงต้นให้เติบโตสมบูรณ์ ตลอดจนกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานคนทั้งสิ้น โดยทุกๆวันป้าวิรัตน์และครอบครัวจะต้องเดินสำรวจไร่ด้วยความเอาใจใส่ ดั่งว่าสับปะรดทุกต้นนั้นเป็นพืชที่มีชีวิตจิตใจกันเลยทีเดียว

ป้าวิรัตน์กล่าวว่า “เพราะชาวบ้านทำการเกษตรแบบฝืนธรรมชาติ สิ่งที่ได้กลับคืนมาจึงผิดแปลกจากธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง” เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวผลผลิตสับปะรดนางแลเฉพาะในฤดูกาลเท่านั้น คือเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมของทุกปี ซึ่งช่วงเวลานี้จะได้สับปะรดน้ำหนึ่งที่มีรสชาติเป็นเลิศที่สุด เพราะนอกเหนือจากช่วงนี้ไปแล้วสับปะรดจะมีรสชาติที่ไม่อร่อย ไม่หอมหวานเหมือนเก็บเกี่ยวในฤดู

สับปะรดนางแลสดๆ ในฤดูกาลที่หอมและหวานฉ่ำ

เกียรติประวัติและผลงาน

ปัจจุบันนี้ที่ไร่สับปะรดนางแลของป้าวิรัตน์ได้กลายเป็น“ศูนย์การเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกระดาษใบสับปะรด” โดยมีป้าวิรัตน์เป็นประธานกลุ่ม ทุกๆ วันป้าวิรัตน์จะให้การต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือนที่มากันมากหน้าหลายตา ผลงานที่เกิดจากภูมิปัญญาและสืบทอดมาจากบรรพบุรุษได้ถูกรวบรวมไว้ที่นี่หมดแล้ว ผู้มาเยือนจะได้เปิดโลกทัศน์ใหม่เกี่ยวกับสับปะรดที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน พบกับนิทรรศการเกี่ยวกับสับปะรดที่ผู้มาเยือนต้องทึ่งกับคุณประโยชน์ที่มากมายของพืชชนิดนี้ ป้าวิรัตน์จะเป็นผู้บรรยายให้ความรู้กับผู้มาเยี่ยมเยือนทุกครั้ง และไม่เพียงแค่เป็นวิทยากรภายในศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เท่านั้น ป้าวิรัตน์ยังเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้ความรู้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงอีกด้วย กระทั่งในปีพ.ศ.2552 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายได้มอบปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ให้กับป้าวิรัตน์อีกด้วย นับเป็นเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจที่สุดสำหรับหญิงเก่งที่ชื่อวิรัตน์ จันเลน

ป้าวิรัตน์ถูกยกย่องให้เป็นผู้นำทางปัญญา เพราะสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนเป็นอันมาก นอกจากนี้ยังมีผลงานในด้านการเป็นผู้นำกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชน เช่น เป็นกรรมการก่อตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์, กิจกรรมเยี่ยมเยือนและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตลอดจนได้ร่วมพัฒนาตำรับอาหารพื้นบ้านจากสับปะรดกระทั่งผลงานได้รับการสนับสนุนให้จัดทำเป็นคู่มืออาหารพื้นบ้านภายใต้โครงการสายใยรักแห่งครอบครัวประจำ จ.เชียงรายด้วย

เกียรติประวัติและผลงานด้านอื่นๆ :

- ผู้ร่วมดำเนินโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น เรื่อง “กระบวนการผลิตกระดาษจากใบสับปะรดในระบบธุรกิจชุมชนบ้านป่าซางวิวัฒน์ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย พ.ศ.2540 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
- ผลงานพัฒนาชุมชนดีเด่น ตามโครงการคัดเลือกกิจกรรมพัฒนาองค์กรเครือข่ายดีเด่นจังหวัดเชียงรายประจำปี พ.ศ.2546
- รางวัลแม่ดีเด่นประเภทผู้มีคุณธรรมและบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมในระดับหมู่บ้าน ประจำปีพ.ศ.2546โดยพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองเชียงราย
- รางวัลผู้นำอาชีพดีเด่นประจำปี พ.ศ.2546 โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
- ประธานสตรีกลุ่มแม่บ้านบ้านป่าซางวิวัฒน์ ปีพ.ศ.2549
- ประธานกลุ่มส่งเสริมอาชีพปลูกผักปลอดสารพิษบ้านป่าซางวิวัฒน์ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ปี พ.ศ.2551
- รางวัลแม่ดีเด่นประจำตำบลนางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ปี พ.ศ.2551

ผลิตภัณฑ์กระดาษแปรรูป,เครื่องสำอางค์และภาพวาดนูนต่ำจากกระดาษใบสับปะรด

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

นางวิรัตน์ จันเลน
เลขที่207 หมู่10
ต.นางแล อ.เมือง
จ.เชียงราย 57000

เรื่อง/ภาพโดย: ประพันธ์ จีระวัง จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.เชียงราย