เกษตรกรต้นแบบ
"ถวิล สุริยะ : ผู้มีมานะอดทน สร้างตนให้เป็นต้นแบบนาข้าวอินทรีย์"
 21 กรกฏาคม 2559   325
จ.เชียงราย
ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกสร้างให้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล วิถีของเกษตรกรรมที่ดี คือการ ไม่ฆ่า ไม่ทำลาย ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

"ถวิล สุริยะ"หรือลุงหวิน ปราชญ์เกษตรผู้เป็นแบบการทำนาอินทรีย์

จากเด็กกำพร้าอาภัพพ่อ แม่ ตั้งแต่อายุ5ขวบ ชะตากรรมชีวิตผกผันให้ต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตนเองมาตั้งแต่เด็ก “ถวิล สุริยะ”ลูกชาวนาวาสนาน้อยต้องหอบหิ้วชีวิตให้อยู่รอดพร้อมกับพี่น้องอีก4 คน ทั้งหมดต้องระเหเร่ร่อนมาหวังพึ่งพิงอาศัยอยู่กับญาติ แต่ต้องถูกเคี่ยวเข็ญเย็นค่ำให้ทำนาทำสวนไม่เคยหยุดหย่อน“ความลำบากกายและหัวใจในอดีตของผมไม่ใช่ปมด้อย”แต่เป็นเสมือนภูมิคุ้มกันให้ชีวิตมีความเข้มแข็งดั่งเหล็กกล้า จากผู้ที่ไร้ซึ่งสมบัติพัสถาน มาวันนี้ ถวิล สุริยะ ชายวัยเกษียณผู้รักผืนแผ่นดินเกิดคือต้นแบบของเกษตรกรที่ปรารถนาการทำนาข้าวแบบอินทรีย์ ปัจจุบันมีที่นาเป็นของตนเองมากกว่า20ไร่ ปราชญ์เกษตรที่เป็นผู้นำท่านนี้ได้สร้างเครือข่ายผืนนาอินทรีย์มาแล้วมากถึง 500ไร่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย

หลักคิดในการใช้ชีวิต

"ปาณาติปาตา เวระมะณี เกษตรอินทรีย์บนวิถีแห่งความพอเพียง"

ลุงถวิล สุริยะ เกิดเมื่อวันที่ 4มกราคม พ.ศ.2496 มีพี่น้องร่วมกันทั้งหมด 5คน โดยลุงถวิลเป็นลูกคนที่3ของครอบครัว ฐานะทางบ้านอยู่กันแบบพอมีพอกินตามประสาชาวนาชาวไร่ พ่อของลุงถวิลเป็นที่รู้จักกันดีในนามของแพทย์ประจำตำบล แต่ครอบครัวยังยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ทำกินบนผืนดินถิ่นกำเนิดในพื้นที่ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ต่อมาในปีพ.ศ.2502 ครอบครัวที่แสนอบอุ่นต้องพบกับความสูญเสีย เมื่อแม่ผู้เป็นทุกอย่างของลูกๆได้เสียชีวิตลง ขณะนั้นลุงถวิลมีอายุเพียงแค่ 6ขวบ มีโอกาสเล่าเรียนจบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่4 กระทั่งปีพ.ศ.2509 เมื่อพ่อแต่งงานมีภรรยาใหม่ ลุงถวิลและพี่น้องจำต้องย้ายถิ่นฐานตามผู้เป็นพ่อมาอาศัยทำกินในพื้นที่ อ.เทิง จ.เชียงราย ครั้งนั้นมีพื้นที่ทำนาข้าวเล็กน้อยแต่สามารถอยู่กินอย่างพอเพียงหล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดในชนบทใหญ่

ปีพ.ศ.2511 ความอาภัพดั่งโดนฟ้าสาปได้มาเยือนอีกครั้ง เมื่อผู้เป็นพ่อได้ด่วนเสียชีวิตจากไปอย่างไม่มีวันกลับ นกน้อยที่เริ่มหัดบินต่างต้องเผชิญชะตากรรมอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ทั้ง5คนพี่น้องจึงจำต้องกลับมาพึ่งพิงปู่ย่าที่บ้านเกิด อ.แม่สาย จ.เชียงรายอีกครั้ง ชีวิตลุงถวิลและพี่น้องในวัยเด็กไม่มีโอกาสได้เที่ยวเตร่ ลูกที่ไร้พ่อขาดแม่ต้องถูกเคี่ยวเข็ญให้ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำนาข้าวอย่างไม่เคยหยุดหย่อน ทุกวันต้องตื่นตั้งแต่ตี4เช้ามืดใช้ชีวิตอยู่กลางทุ่งนากระทั่งอาทิตย์ลับฟ้า ลุงถวิลกล่าวว่า “ความลำบากกลับกลายเป็นความผูกพัน พอลุงโตขึ้นอีกหน่อย วันไหนไม่ได้ไปปลูกผักทำนาจะรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง ลุงจึงรู้สึกรักและหวงแหนแผ่นดินเกิดมาตั้งแต่วัยเด็ก”

ปี พ.ศ.2513 เมื่อลุงถวิลก้าวเข้าสู่วัยทำงานพร้อมที่จะโบยบินเผชิญกับโลกกว้าง ลุงถวิลจึงมุ่งสู่ความศิวิไลซ์ในเมืองกรุงเริ่มต้นทำงานจากอาชีพพนักงานโรงแรม มีค่าจ้างเดือนละ500บาท แต่เพราะเป็นคนที่ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ลุงถวิลได้ใช้เวลาว่างจากงาน ไปเรียนเย็บผ้ากระทั่งได้มีโอกาสเปลี่ยนงานมาเป็นช่างเย็บผ้ามืออาชีพ พัฒนาฝีมือจนได้รับการยอมรับให้เป็นช่างเย็บผ้าฝีมือดี ทำให้สามารถเก็บหอมรอบริบมีเงินซื้อบ้านและที่ดินให้พี่น้องได้อยู่กินอย่างสุขสบาย แต่เพราะความทะเยอทะยานในความรู้ความสามารถจึงทำให้ชีวิตผกผันต้องจากบ้านห่างเมืองบินลัดฟ้าไปขายแรงงาน ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในตำแหน่งช่างเย็บผ้าฝีมือดี ครั้งนั้นผลงานเย็บผ้าของลุงถวิลเป็นที่รักใคร่ของนายจ้างเป็นอย่างมาก

ปีพ.ศ.2533 ประเทศซาอุดิอาระเบียเกิดภัยพิบัติสงคราม ลุงถวิลจึงหอบความฝันกลับมายังบ้านเกิดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงรายอีกครั้ง พร้อมกับเงินทุนสำหรับเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นของตนเอง ส่วนที่นายังคงให้เพื่อนบ้านเช่าทำกิน เหมือนเดิม แต่ผ่านไปไม่นานนักประมาณปีพ.ศ.2545 กลับพบว่าตนถูกเอาเปรียบและโกงค่าเช่านา ลุงถวิลจึงตัดสินใจทำนาข้าวด้วยตนเองทั้งหมด เริ่มต้นทำนาตามเพื่อนบ้าน ใช้ปุ๋ยเคมีตามวิถีนิยม กำจัดโรคและแมลงด้วยสารเคมีเรื่อยๆ ติดต่อกันนานกว่า 3ปี กระทั่งจิตใต้สำนึกสั่งให้หยุดคิดถึงผลเสียที่ตามมา “ทุกสรรพสิ่งถูกสร้างให้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลแล้ว วิถีเกษตรกรรมที่ดี คือ ไม่ฆ่า ไม่ทำลาย ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน”ลุงถวิลเลือกทำนาบนหลักธรรมศีลห้า ปาณาติปาตาเวระมะณี ละเว้นจากการฆ่าชีวิตสัตว์ทุกชนิด ไม่ใช้สารเคมีทำลายสิ่งมีชีวิต ยึดมั่นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย เลิกใช้สารเคมีทุกชนิดและเริ่มศึกษาเรียนรู้การทำนาข้าวอินทรีย์มากขึ้น

เพราะความไม่หยุดนิ่งที่จะเพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆให้กับตนเองอยู่เสมอ ลุงถวิลเล่าย้อนไปในขณะที่เป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่กรุงเทพมหานคร ทุกครั้งที่ว่างเว้นจากงานตัดเย็บ ลุงถวิลจะแวะเวียนไปเยี่ยมพี่สาวซึ่งเป็นพี่น้องต่างแม่ ขณะนั้นพี่สาวทำงานกับอาศรมสันติอโศก จ.นครปฐม สถานปฏิบัติธรรมที่รวมกันเป็นชุมชนชาวกสิกรรมไร้สารพิษ เน้นการทำเกษตรอินทรีย์ ครั้งนั้นลุงถวิลจึงมีโอกาสได้ศึกษาภูมิปัญญาและองค์ความรู้ที่เป็นแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์มามากพอสมควร

และช่วงปรับเปลี่ยนผืนนาจากเคมีให้เป็นอินทรีย์นั้น ลุงถวิลได้ขวนขวายเข้าร่วมอบรมเป็นศิษย์ของโรงเรียนชาวนาป่าสักน้อย อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีโอกาสได้พบกับปราชญ์เกษตรที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ได้ศึกษาเรียนรู้จนแตกฉาน สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในแปลงนาของตนและลงมือปฏิบัติอย่างได้ผล ไม่เพียงเท่านี้ยังได้ร่วมเป็นศิษย์ของโรงเรียนชาวนาเกษตรยั่งยืน ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จากที่นั่งฟังและจดจำเพื่อนำไปปฏิบัติ ก้าวไปสู่วิทยากรให้ความรู้ในฐานะ ปราชญ์เกษตรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ซึ่งสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติจนประสบความสำเร็จในการ “ทำนาข้าวอินทรีย์แบบ100%งดเว้นการใช้สารเคมีทุกชนิดในแปลงนา”ปัจจุบันลุงถวิลปลูกข้าวอินทรีย์หลายสายพันธุ์บนพื้นที่ของตนเองกว่า 27ไร่

ปีพ.ศ.2557 ขณะที่ลุงถวิลเป็นศิษย์โรงเรียนชาวนาเกษตรยั่งยืน ได้มีโอกาสรู้จักบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่สนับสนุนให้ปลูกข้าวอินทรีย์และรับซื้อคืนในราคางาม ลุงถวิลจึงชักชวนเพื่อนเกษตรกรหัวใจอินทรีย์ให้หันมาปลูกข้าวด้วยกัน ปัจจุบันได้สร้างเครือข่ายผืนนาอินทรีย์มากกว่า 500ไร่ในจ.เชียงราย ซึ่งข้าวอินทรีย์ที่ได้นอกจากส่งให้กับบริษัทเอกชนดังกล่าวแล้ว ลุงถวิลยังมีโรงสีแปรรูปให้เป็นข้าวอินทรีย์บรรจุถุงเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

ต้นข้าวอินทรีย์ชูรวงช่อเขียวรอสุกเหลือง

ประวัติและความเป็นมาเกี่ยวกับตัวเกษตรกร

ทำนาอินทรีย์หากเตรียมการดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง :
โดยส่วนใหญ่บนผืนนาข้าวอินทรีย์ของลุงถวิลและเครือข่ายจะทำนากันเพียงปีละครั้ง หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องไถกลบตอซัง กระทั่งฝนแรกของปีมาเยือนจะเริ่มหว่านปุ๋ยพืชสดและไถกลบตามขั้นตอน ในช่วงฤดูที่รอคอยการทำนาปี ทุกๆวันลุงถวิลจะใช้เวลาอยู่กับโรงสีข้าวกล้องที่มีผลผลิตมากมายรอการแปรรูป สู่กระบวนการบรรจุถุงสูญญากาศและจำหน่ายให้กับกลุ่มคนรักสุขภาพ นอกจากนี้ลุงถวิลยังใช้เวลาเตรียมการสำหรับฤดูนาปีที่จะมาถึง ด้วยการหมักสารชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ตามสูตรและองค์ความรู้ที่ได้ศึกษามา อาทิ หมักปุ๋ยวิศวกรรมแม่โจ้1,หมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย,ฮอร์โมนไข่,ฮอร์โมนพืช1:3:5, สูตรปรามโรค,หมักสารชีวภาพไล่แมลงและหอยเชอรี่ เป็นต้น โดยลุงถวิลได้ใช้พื้นที่บริเวณบ้านของตนจัดโซนทั้งสำหรับอบรมให้ความรู้,โรงหมักปุ๋ยอินทรีย์,โรงหมักจุลินทรีย์และฮอร์โมน,พื้นที่แปรรูปข้าวและจำหน่ายผลผลิต “ทำนาอินทรีย์หากเตรียมการดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง” ลุงถวิลกล่าวไว้เป็นข้อคิด และย้ำเสมอสำหรับผู้ที่มาศึกษาดูงาน

ลุงหวินผีบ้า กับการเพาะต้นกล้าที่ไม่เหมือนใคร :
กระบวนการเตรียมเมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะต้นกล้าสู่นาข้าวอินทรีย์100%วิธีการเพาะต้นกล้าที่เพื่อนบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์ลุงถวิลถึงความแปลกและพิสดารดั่งคนบ้าที่ไร้สติ“คนบ้าที่ไหนจะใช้ข้าวสารเพาะต้นกล้าไว้ปลูก จะมีก็แต่ลุงหวินผีบ้านี่แหล่ะ” คำพูดของชาวบ้านที่ลุงถวิลยังจดจำ กระทั่งทำให้ชาวบ้านได้เห็นด้วยขั้นตอนการคัดเมล็ดข้าวกล้องที่มีความสมบูรณ์ เลือกแต่เมล็ดข้าวสารที่ไม่แตกหัก ไม่ลีบสำหรับใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ ลุงถวิลกล่าวว่า “วิธีนี้ทำให้เราได้เห็นชัดเจนเลยว่าเมล็ดไหนสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ มันต่างจากการใช้ข้าวเปลือก เพราะเปลือกที่ห่อหุ้มทำให้เราไม่รู้ได้เลยว่าเมล็ดข้างในจะดีหรือไม่อย่างไร” ส่วนกระบวนการหลังจากได้เมล็ดข้าวสารตามต้องการแล้ว ให้นำไปแช่น้ำ1คืน จากนั้น ห่อผ้าบางๆคลุมมัดด้วยพลาสติกทิ้งไว้อีก1คืนจะได้เมล็ดข้าวกล้องงอก ให้นำเมล็ดข้าวกล้องงอกไปใส่ในถาดเพาะ(ถาดเพาะกล้านาโยน) ใช้แกลบดำโรยทับ รักษาความชื้นที่เหมาะสมประมาณ15วันจะได้ต้นกล้าที่สามารถนำไปปลูกได้ในแปลงนา และดูแลแบบอินทรีย์ตามปกติ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และฮอร์โมนที่ทำขึ้นเอง ผลที่ได้คือ ข้าวทุกต้นเมล็ดทุกรวงมีความสมบูรณ์ ต้านทานโรค น้ำหนักดี ผลผลิตดี จนชาวบ้านต้องยกนิ้วให้

งดเผาเศษวัสดุการเกษตร ลดปัญหามลพิษ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ คืนชีวิตให้กับผืนดิน :
ลุงถวิล เล่าให้ฟังว่า ทุกปีภาคเหนือ โดยเฉพาะ อ.แม่สาย จ.เชียรายจะประสบปัญหามลพิษจากหมอกควัน ส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งเกิดจากการเผาป่าและเศษวัสดุทางการเกษตร ต่อมาทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ส่งคณาจารย์ลงพื้นที่อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการนำเศษวัสดุการเกษตรมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงแทนการเผาทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ การอบรมเริ่มขึ้นโดยการเชิญชาวบ้านมาร่วมรับฟัง ครั้งนั้นมีคนสนใจน้อยมากเพราะต่างคนต่างคิดว่าเป็นการเสียเวลาทำมาหากิน แต่ลุงถวิลคิดต่างจากชาวบ้าน กลับมองสิ่งที่คนไม่เห็นค่า แลดูมีค่าดั่งทองคำ จึงเปิดใจยอมรับและเรียนรู้การทำ“ปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง สูตรวิศวกรรมแม่โจ้1” จนได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็นแบบอย่างที่ดี ปัจจุบันได้รับความสนใจจากผู้ที่ใฝ่รู้การเกษตรอินทรีย์เป็นจำนวนมาก ปุ๋ยสูตรนี้ไม่มีอะไรยุ่งยาก ใช้เพียงเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือฟางข้าว หรือเศษใบไม้ใบหญ้าและมูลสัตว์ นำมากองสลับกันเป็นชั้นๆแล้วให้น้ำ รักษาความชื้นตามวิธีทำ จากนั้นเพียง60วัน สามารถนำไปใช้ได้กับนาข้าวในระยะไถและหลังปักดำประมาณ20วัน โดยใส่ในปริมาณ50 กก.ต่อไร่ จะได้ผลผลิตข้าวงามอย่างเหลือเชื่อโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีใดๆเลย นอกจากนี้ยังสามารถนำไปจำหน่ายได้อีกในราคากก.ละ5-10บาท สร้างรายได้งามๆให้กับลุงถวิลอีกทาง

ปราชญ์เกษตรผู้โดดเด่นในการใช้อินทรีย์ชีวภาพเนรมิตแปลงนาข้าวให้ปลอดสารพิษได้อย่าง100%รักษาระบบนิเวศใช้ปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองเพิ่มธาตุอาหารในดิน,ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยหย่อยสลายตอซังให้เป็นปุ๋ยและกำจัดวัชพืช,ฮอร์โมนไข่ฉีดพ่นบำรุงต้นข้าวและเพิ่มผลผลิต,ใช้สูตรปรามโรคเพื่อป้องกันโรคและหมักสมุนไพรเพื่อฉีดพ่นป้องกันศัตรูและแมลงในนาข้าวโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ

ปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง

เกียรติประวัติและผลงาน

ลุงถวิล สุริยะมีความมุ่งมั่นที่ในการสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยจิตใจที่เป็นสาธารณะจึงได้รับการไว้วางใจให้เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สายในหลายสมัย เป็นผู้นำและเป็นปราชญ์เกษตรต้นแบบให้กับเกษตรกรอื่นๆในการทำนาข้าวอินทรีย์แบบ100%ได้รับการยอมรับให้เป็นปราชญ์ชุมชนด้านเศรษฐกิจพอเพียง ลุงถวิลได้เผยแพร่องค์ความรู้ทางการเกษตรให้เกษตรกรมาแล้วมากมาย ทั้งเป็นวิทยากรประจำแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต.โป่งงาม ,วิทยาการประจำโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติประจำต.ป่าสักน้อย อ.เชียงแสน จ.เชียงราย, เป็นวิทยากรให้กับสถาบันการศึกษา เช่นมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ,มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดีในวงการของปราชญ์เกษตรจังหวัดเชียงราย

ปัจจุบันที่บ้านของลุงถวิล เลขที่43 หมู่9 ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ถูกจัดให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ ภายในศูนย์ฯแห่งนี้จะไม่มีการเลี้ยงสัตว์ใดๆแต่แบ่งพื้นที่ทั้งหมดให้เป็นฐานการเรียนรู้เรื่องการปลูกพืชผักและไม้ผล,การทำปุ๋ยอินทรีย์,น้ำหมักชีวภาพ,การผลิตและแปรรูปข้าวอินทรีย์

เกียรติประวัติและผลงานอื่นๆ :
-พ.ศ.2547 ประธานกลุ่มผลิตข้าวอินทรีย์บ้านโป่ง หมู่9 ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย
-พ.ศ.2547 ประธานกลุ่มผู้ผลิตข้าวอินทรีย์เพื่อการส่งออก
-พ.ศ.2549 ประธานศูนย์พัฒนาครอบครัวตำบลโป่งงาม อ.แม่สาย
- พ.ศ.2553 รางวัลคนดีศรีแม่สาย สาขาเกษตรกรรมและทำมาหากิน ประจำอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย
- พ.ศ.2553 รางวัลครอบครัวเข้มแข็งดีเด่นระดับอำเภอ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
- พ.ศ.2555 รางวัลดีเด่นด้านการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยบริษัทเดอะสุขขะเฮ้าส์(ไทยแลนด์) จำกัด
- พ.ศ.2556 รางวัลเกียรติยศ เกษตรกรผู้ประการเกษตรอินทรีย์สากลดีเด่น สาขาการผลิตข้าวอินทรีย์
- พ.ศ.2557 รางวัลชนะเลิศอันดับ1 การประกวดเกษตรกรปราดเปรื่องด้านการผลิตข้าวประจำจังหวัดเชียงราย
- พ.ศ.2557 รางวัลปราชญ์อินทรีย์เนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 5 ธันวาคม2557 โดยมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ (ไร่เชิญตะวัน) ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย
- พ.ศ.2557 รางวัลเกษตรกรสัมมาอาชีพดีเด่นระดับจังหวัด โดยสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย
- พ.ศ.2559 รางวัลเกษตรกรต้นแบบสาขาเกษตรอินทรีย์ระดับจังหวัด โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติ

บรรยากาศการลงแขกเกี่ยวข้าวในแปลงนาอินทรีย์100%และผลผลิตข้าวหอมมะลิแดง

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

นายถวิล สุริยะ
บ้านเลขที่43 หมู่ที่9
ต.โป่งงาม อ.แม่สาย
จ.เชียงราย 57130

เรื่อง/ภาพโดย: ประพันธ์ จีระวัง จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.เชียงราย
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
24-29°C
เชียงใหม่
23-27°C
นครราชสีมา
23-30°C
ชลบุรี
25-28°C
นครศรีธรรมราช
25-32°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×