กูรู 4 ภาค
"อ๋า พรมไธสง : จากตังเกขี้เมาสู่ชาวนาต้นแบบ"
 21 กรกฏาคม 2559   94
จ.ระยอง
ทำการเกษตรต้องคิดให้ครอบคลุมแบบวงกว้าง คิดถึงสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน รวมถึงเรื่องอื่นๆ และควรทำเป็นเกษตรแบบยั่งยืน
ไม่ใช่คิดแค่จะขายเพื่อเอาเงินอย่างเดียว

อ๋า พรมไธสง ชาวนาคนเก่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตมาจากชาวประมงขี้เมา

"ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ" คำกล่าวที่ติดหูมาอย่างช้านาน เพราะนอกจากคนไทยจะกินข้าวเป็นอาหารหลักแล้ว ประเทศไทยยังส่งออกข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงทำให้ข้าวถือเป็นพืชที่มีความสำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการจะเป็นชาวนาได้นั้นอันดับแรกคือต้องขยันและอดทน เนื่องจากชาวนาเป็นอาชีพที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน งานที่ทำค่อนข้างหนักต้องทนแดดทนฝน การทำนาข้าวให้ได้ผลดีนั้นมีปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบ หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญเลยก็คือ เรื่องของน้ำ หลายพื้นที่น้ำไม่เพียงพอต่อการทำนาข้าว บางแห่งทำได้เฉพาะนาปีซึ่งปลูกข้าวได้ปีละครั้ง จึงจำเป็นต้องหาอาชีพเสริมในช่วงที่ไม่ได้ทำนา เพื่อให้มีรายได้จุนเจือครอบครัว แต่ชาวนาก็ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สำคัญไม่แพ้อาชีพอื่นใด และจะขาดไปไม่ได้เลยสำหรับประเทศไทย นายอ๋า พรมไธสง เกษตรกรชาวนาอีกท่านหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญกับอาชีพการทำนาข้าว โดยหันเหและพลิกผันจากหนุ่มตังเกมาทำการเกษตรแบบวิถีพอเพียงจนประสบความสำเร็จ พื้นที่ปลูกข้าวของตนเองได้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับเกษตรกรท่านอื่น ๆ ที่ต้องการความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของการทำนาแบบไม่พึ่งสารเคมี

หลักคิดในการใช้ชีวิต

นายอ๋า พรมไธสง แต่เดิมเป็นชาวจังหวัดกำแพงเพชร ย้ายตามพ่อและแม่ซึ่งมาหางานทำในจังหวัดระยองตั้งแต่ยังเล็ก จนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นจึงเริ่มทำงานเป็นลูกจ้างบนเรือประมงหาปลาแต่ด้วยความที่ยังวัยรุ่น ติดเหล้า ติดเพื่อน ทุกครั้งที่ขึ้นฝั่งก็มักจะไปตั้งวงสังสรรค์ เฮฮากับเพื่อนๆ เป็นประจำ "ขึ้นจากเรือ ผมจะไม่ค่อยเข้าบ้าน ชอบแวะไปกินเหล้าสังสรรค์ ใครชวนไปไหนไปกัน บางทีสามสี่วันไม่เข้าบ้านลูกเมียก็เป็นห่วง ต้องออกตามหา เงินมีเท่าไหร่ ก็กินเหล้าเกือบหมด อย่าว่าแต่เงินเก็บเลย ที่จะกินในแต่ละวันยังไม่พอเลย เป็นอย่างนี้มาตลอดในช่วงวัยหนุ่มที่เป็นลูกจ้างบนเรือ พอออกมาทำสวนก็ทำแบบไม่มีความรู้ คนอื่นเค้าทำกันอย่างไร ใช้ยาใช้ปุ๋ยแบบไหน เราก็ทำตามอย่างนั้น สิ่งไหนทำไม่เป็นก็จ้างคนอื่นทำแทน ทำให้ไม่มีรายได้เหลือเลย จนมีความคิดที่จะขายที่ขายไร่" จุดเปลี่ยนในชีวิตของลุงอ๋า เกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสได้เข้าอบรมโครงการของ ธกส. เมื่อปี พ.ศ. 2546 โดยลุงอ๋าเล่าว่า "วันนึงได้ข่าวว่ามีโครงการอบรมหลักสูตรสัจธรรมชีวิตของ ธกส.โดยให้เกษตรกรไปเข้าค่ายที่ปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม เป็นเวลาห้าวันสี่คืน ผมเลยอาสาไปแทนภรรยา ดีใจมากกะว่าจะไปเที่ยวฉลองในต่างจังหวัดให้เต็มที่ เปลี่ยนสถานที่กินเหล้า เราอยู่แต่ทะเลไม่เคยไปเปิดหูเปิดตาต่างจังหวัดเลย แต่พอไปถึงมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด มีแต่ต้นไม้สูงใหญ่เต็มไปหมด คนที่นั่นแต่งตัวเรียบร้อยดูเป็นระเบียบ เหล้ายาที่เตรียมไปเค้ายึดหมดเลย เอาละสิจะทำไง ใจเรามีความคิดที่จะหนีกลับ แต่สมัยนั้นโทรศัพท์ก็ไม่มี ขึ้นรถกลับเองก็ไปไม่ถูก เลยต้องจำใจเข้าอบรม แต่พอได้เข้าอบรมก็ได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่นเรื่องการพึ่งตัวเอง เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้มาย้อนมองดูตัวเองว่าเราใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ทำไมยิ่งอยู่ยิ่งจนลงมีแต่หนี้สิน ทำสวนทำไร่ก็ไม่ดูแลเพราะมัวแต่เมา ทำอะไรก็ใช้เงินจ้างคนอื่นทำแทนหมดทำให้หนี้สินเพิ่มพูน เลยตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่องเหล้ายาเลิกขาดเลย" ลุงอ๋าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและพึ่งพาตนเอง

หลังจากมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ลุงอ๋าจึงตัดสินใจหันมาทำนาโดยเน้นพึ่งพาตนเอง "พอเราตัดสินใจทำนาครั้งนี้ แบบเน้นพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ปุ๋ยเคมีต่างๆ จะไม่ใช้เลย ขวนขวายหาความรู้เรื่องการเกษตร สมัครเข้าอบรมโครงการทั้งจากกรมพัฒนาที่ดินหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร โดยได้ความรู้วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำน้ำหมักชีวภาพเมื่อเราไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมีกับยาฆ่าแมลงก็ประหยัดไปได้เยอะ ทีนี้ก็เริ่มมีเงินเก็บ จากที่เมื่อก่อนใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยา เงินไม่มีก็ติดไว้ ขายได้ค่อยจ่าย ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บ

วิถีการทำนาข้าวโดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง

ประวัติและความเป็นมาเกี่ยวกับตัวเกษตรกร

พื้นที่แปลงนาข้าวของลุงอ๋า ตั้งอยู่ในตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยชาวบ้านละแวกนั้นเรียกกันว่า "ตรอกไฟไหม้" เนื่องจากในอดีตเป็นพื้นที่แห้งแล้ง กันดาร และมักจะมีไฟไหม้ทุ่งหญ้าภายในตรอกเป็นประจำทุกปี แม้จะอยู่ไม่ไกลจากน้ำทะเล โดยลุงอ๋าเล่าว่า "แต่เดิมแถวนี้เป็นทุ่งหญ้ารกร้าง ไม่มีใครมาทำไร่ทำนากันเพราะไม่มีน้ำ แถวนี้อยู่ใกล้ทะเลแต่เวลาฝนตกลมมันแรงจะพัดเมฆฝนข้ามพื้นที่นี้ไปหมด ทำให้มีแนวคิดในการปลูกป่าเพื่อคอยดูดฝน" ลุงอ๋าเริ่มปลูกต้นยางนาในพื้นที่โดยเริ่มจากไม่ถึงร้อยต้นและขยายพื้นที่ปลูกไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีต้นยางนากว่า 1,500 ต้น ทำให้บริเวณตรอกไฟไหม้ที่เคยแห้งแล้งกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง มีฝนตกตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของระบบนิเวศทำให้มีสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย "การทำการเกษตรต้องคิดให้ครอบคลุมแบบวงกว้าง คิดถึงสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน และเรื่องอื่นๆ ควรทำเป็นเกษตรแบบยั่งยืน ไม่ใช่คิดแค่ว่าจะขายเพื่อเอาเงินอย่างเดียว โลกของเราเราต้องช่วยกันรักษา" หลังจากที่เริ่มทำนาปลูกข้าวได้สักระยะ ลุงอ๋าจึงคิดที่จะแปรรูปข้าวของตนเองเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า "เราปลูกข้าว ขายข้าวเปลือกอย่างเดียว บางครั้งไม่ได้ราคาตามต้องการ จึงคิดที่จะแปรรูป จึงรวมกลุ่มกันทำโรงสี ให้สมาชิกนำข้าวเปลือกมาสีแล้วรวบรวมกันเพื่อจำหน่าย ทำให้ขายข้าวได้ราคาที่สูงขึ้น"

วิธีการจัดการแปลงนาของลุงอ๋านั้น จะเน้นตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน "ถ้าเกษตรกรเตรียมดินดี ผลผลิตที่ได้ก็จะดีตามไปด้วย ถ้าหากปีนี้ยังไม่ดี ปีต่อๆไปก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ" ในช่วงแรกลุงอ๋าเตรียมดินโดยการปลูกต้นปอเทือง ต้นโสน หรือพืชตระกูลถั่ว แล้วใช้วิธีการไถกลบ ในเรื่องของปุ๋ยและการบำรุงนั้น ลุงอ๋าทำน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมักอินทรีย์ที่ได้มาจากการเข้าอบรมกับโครงการต่างๆ ทำให้ได้ผลผลิตดี ไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง และยังเป็นการรักษาระบบนิเวศโดยรอบอีกด้วย

ข้าวจะดี ดินต้องดี สำคัญที่เตรียมดิน

เกียรติประวัติและผลงาน

เกียรติประวัติและผลงาน
- รางวัลเกษตรกรคนเก่งสาขาแกลง ของ ธกส. ปี 2546
- รางวัลชนะเลิศเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนา จังหวัดระยอง ประจำปี 2549
- รางวัลชนะเลิศเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนา จังหวัดระยอง ประจำปี 2550
- รางวัลชนะเลิศเกษตรกรดีเด่น สาขาทำไร่นาสวนผสม จังหวัดระยอง ประจำปี 2556
- รางวัลชนะเลิศศูนย์จัดการศัตรูพืชดีเด่นจังหวัดระยอง ปี 2557
- ใบประกาศเกียรติคุณประเมินมาตรฐานศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธกส. ระดับดีมาก ปี 2558
- รางวัลที่ 3 ประกวดมังคุดผิวลายคุณภาพ งานเทศกาลผลไม้และของดีจังหวัดระยอง ประจำปี 2559
- เกียรติบัตรรับรองว่าเกษตรกรทำนา ตำบลทุ่งควายกินได้พัฒนาตนเองตามระบบมาตรฐานงานชุมชนประเภท กลุ่ม/องค์กรชุมชน และเกียรติบัตรอื่นๆอีกมากมาย

รางวัลต่างๆ มากมายการันตีคุณภาพ

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

นายอ๋า พรมไธสง
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านตรอกไฟไหม้
ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง
จังหวัดระยอง 21110

เรื่อง/ภาพโดย: อิศรา แจ้งประจักษ์ จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.ระยอง