เกษตรกรต้นแบบ
"มนูญ วงศ์อรินทร์ : เลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์ด้วยวิถีแห่งความพอเพียง"
 08 มิถุนายน 2559   259
จ.แพร่
เลี้ยงไก่เลี้ยงปลา ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
เหลือกินแล้วขาย สร้างรายได้สู่ครัวเรือน

ลุงมนูญ-ป้าธีรวรรณ ปราชญ์เกษตรอินทรีย์แห่งดินแดนล้านนา

หากจะกล่าวถึงแหล่งเรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์ที่เป็นฟาร์มต้นแบบจริงๆ หลายคนอาจคิดว่าต้องมีการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจมากมาย หรือต้องเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ได้มาตรฐาน แต่สำหรับที่ศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์ประจำ จ.แพร่ หมู่ที่5 บ้านเด่นเจริญ ต.แม่หล่าย อ.เมือง จ.แพร่ ที่นี่ไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆคาดหวังเอาไว้ เพราะลุงมนูญและป้าธีรวรรณ วงศ์อรินทร์ สามี-ภรรยาผู้เป็นเจ้าของ ตั้งใจเนรมิตเนื้อที่ 1ไร่30ตารางวาให้เป็นแค่พื้นที่ทำกิน พอได้ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดและไก่ อยู่กินอย่างพอเพียงเท่านั้น แต่เพราะทั้งสองดำเนินชีวิตด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ทำให้ผืนดินแปลงเล็กๆ แห่งนี้มีความงดงาม เลอค่า ดุจดั่งทองคำในสายตาของผู้กระหายการใช้ชีวิตอย่างพอมีพอกิน ดังนั้นลุงมนูญ-ป้าธีรวรรณ จึงนับเป็นอีกหนึ่งปราชญ์เกษตรแห่งดินแดนล้านนา ที่เป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน

หลักคิดในการใช้ชีวิต

“ความสุขที่แท้จริงของชีวิต คือการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง”

บนเส้นทางสายเกษตรกร สู่วิถีพอเพียง บนถนนสายนี้เคยฝ่าฟันอุปสรรค์มานานัปการ ลุงมนูญหรือ นายมนูญ วงศ์อรินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 17มกราคม พ.ศ.2492 เป็นชาวจ.แพร่ตั้งแต่กำเนิด มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาจำนวน 5คน โดยลุงมนูญเป็นบุตรคนที่2 ของครอบครัว ในสมัยนั้นบิดาของลุงมนูญนับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงจากธุรกิจไร่ยาสูบ มีฐานะครอบครัวค่อนข้างดี เพราะเป็นนายทุนรายใหญ่ที่รับซื้อใบยาสูบจากเพื่อนเกษตรกร ใบยาสูบจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างงดงาม ลุงมนูญจึงมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนถึงระดับชั้น ปวส.สาขาเกษตรกรรมในเมืองกรุง

ด้วยชีวิตในวัยหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความฝัน หลังจากเรียนจบแล้วเคยมุ่งมั่นอยากมีอาชีพรับราชการ แต่แล้วเลือดของชาวเกษตรกรก็พุ่งแรงกว่าความฝัน ลุงมนูญจึงกลับมาสานต่อธุรกิจไร่ยาสูบของผู้เป็นบิดา พร้อมกับใช้ชีวิตคู่แต่งงานอยู่กินกับป้าธีรวรรณ และมีบุตรด้วยกันทั้งหมด 2คนเป็นชาย1คนและหญิง 1คน กระทั่งบิดา-มารดาเสียชีวิต ทั้งสองจึงร่วมทุกข์สุขสร้างชีวิตครอบครัวด้วยธุรกิจไร่ยาสูบที่เป็นมรดกตกทอดมาเรื่อยๆ ในแต่ละปีลงทุนนับล้านบาท เพื่อรับซื้อใบยาสูบ เฉลี่ยแล้วมากถึงปีละหลายร้อยตันเลยทีเดียว

ต่อมาประมาณปีพ.ศ.2540 รัฐบาลเริ่มไม่สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกยาสูบและตัดโควตาการผลิตใบยาสูบลงเรื่อยๆ ครอบครัววงศ์อรินทร์ได้รับผลกระทบอย่างไม่ทันตั้งตัว จากเดิมธุรกิจไร่ยาสูบเคยเฟื่องฟู เคยมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ สุดท้ายต้องกลับกลายเป็นธุรกิจที่ล้มละลายพร้อมกับภาระหนี้สินที่พอกพูนเป็นจำนวนมาก

“กว่า10ปีที่ผมอุทิศแรงกายแรงใจให้กับธุรกิจใบยาสูบ สุดท้ายต้องล้มละลายอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมเป็นหนี้นับล้าน ชีวิตหมดหนทางไปต่อ ครอบครัวเราเคยคิดใช้ยาพิษกรอกปากฆ่าตัวตายกันมาแล้ว” แต่แล้วจิตใต้สำนึกแห่งความดีได้สอนให้เห็นคุณค่าของชีวิต ครอบครัววงศ์อรินทร์จึงดิ้นรนต่อสู้กันให้ถึงที่สุด ลุงมนูญในฐานะเสาหลักของครอบครัวจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด

“ผมมีโอกาสไปศึกษาแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหลายที่ ภาครัฐจัดโครงการอบรมอะไร ที่ไหน ผมจะเข้าร่วมเสมอ มีโอกาสได้เห็น ได้เรียนรู้ จึงรู้จักนึกย้อนมองตนเองเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับครอบครัว”
ขณะเดียวกันลุงมนูญชอบดูข่าวทางโทรทัศน์ ชอบเรียนรู้และศึกษาผ่านทางสื่อต่างๆอยู่เสมอ จึงมีโอกาสได้ติดตามเรื่องราวการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หนึ่งในแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงเกิดแรงบันดาลใจในการทำเกษตรแบบอินทรีย์

ในปีพ.ศ.2548 ลุงมนูญและป้าธีรวรรณเริ่มแบ่งพื้นที่ทำกิน 1ไร่30ตารางวาให้เป็นทั้งที่อยู่อาศัย แบ่งส่วนไว้ปลูกพืชผักและเน้นเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในครัวเรือนและเหลือไว้ขาย โดยตั้งใจให้ที่ดินแปลงนี้ช่วยชุบชีวิตที่จนตรอกให้มีทางรอด โดยไม่คิดประกอบธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่เหมือนในอดีตที่เคยทำไร่ยาสูบ

ต่อมาปีพ.ศ.2549ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนระดับตำบล จากนั้นปีพ.ศ.2550 ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัดอีกด้วย นับเป็นความสำเร็จในชีวิตบนเส้นทางวิถีแห่งความพอเพียง พื้นที่เล็กๆแห่งนี้จึงได้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กับผู้สนใจจำนวนมากทั้งในและต่างจังหวัด

ลงมนูญกล่าวว่า“ที่นี่ไม่ใช่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจขนาดใหญ่เพื่อหวังกำไรมหาศาล ที่นี่จะไม่ใช่แหล่งเจรจาธุรกิจการเกษตรอีกต่อไปแต่ที่นี่คือแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาทางการเกษตรที่เป็นดั่งทางรอดของมนุษยชาติในโลกอนาคต” ลุงมนูญเริ่มเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติกจากบ่อละ500ตัวแล้วพบว่าได้ผลดีจึงขยายเพิ่มอีก6บ่อสามารถเลี้ยงได้บ่อละ1,000ตัวช่วยสร้างรายได้ให้พอมีเงินเก็บและเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรคนอื่นๆได้อย่างดี

ปลาดุกขึ้นมากินอาหารเองบนขอบบ่อ

ประวัติและความเป็นมาเกี่ยวกับตัวเกษตรกร

ปัจจุบัน ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จ.แพร่แห่งนี้ หากมองจากนอกรั้วบ้านแล้ว ก็คือบ้านของชาวบ้านธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่เมื่อก้าวเดินเข้าไปในรั้วบ้านจริงๆแล้ว ที่นี่มีกิจกรรมทางการเกษตรแบบผสมผสานที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียว ทั้งปลูกผักสวนครัวหมุนเวียนตามฤดูกาล,จุดเรียนรู้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ,การผลิตถ่านและน้ำส้มควันไม้ และที่น่าสนใจที่สุดคือจุดเรียนรู้ด้านปศุสัตว์อินทรีย์

เลี้ยงไก่เลี้ยงปลา ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เหลือกินแล้วขาย สร้างรายได้สู่ครัวเรือน :
เริ่มจากด้านหน้าของศูนย์เรียนรู้ฯจะมีบ่อปลาดุกขนาด2X4เมตร ลุงมนูญและป้าธีรวรรณให้ข้อมูลว่าเป็นบ่อตื้นๆลึกแค่50 เซนติเมตร มีปลาดุกพันธุ์บิ๊กอุยประมาณ 500ตัว เลี้ยงโดยการให้อาหารที่ทำเองจากเส้นก๋วยเตี๋ยวผสมรำอย่างละเท่าๆกันแล้วคลุกเคล้ากับน้ำหมักผลไม้สุกให้พอข้นเหนียว การให้อาหารจะดูแปลกจากที่อื่นนัก คือ นำอาหารไปวางไว้ขอบบ่อให้ปลาดุกขึ้นมากินเอง ฟังแล้วดูแล้วขำๆ คิดในใจว่าลุงมนูญเลี้ยงปลาดุกหรือเลี้ยงจระเข้กันแน่ เมื่อได้มองดูใกล้ๆจะเห็นแค่น้ำนิ่งๆ แต่เมื่อลุงมนูญหว่านอาหารไว้ตามขอบบ่อแค่นั้นเอง ไม่เกิน5นาทีหลายคนอาจแทบช๊อคกับภาพที่เห็นตรงหน้า เมื่อฝูงปลาดุกตัวโตๆต่างแย่งกันตะเกียกตะกายขึ้นมาจากบ่อ แต่ละตัวต่างอ้าปากกว้างๆขึ้นมากินอาหารที่วางอยู่ขอบบ่ออย่างสุขสันต์ มองดูแล้วสนุกสนานเพลิดเพลินดี ซึ่งปัจจุบันลุงมนูญได้เลี้ยงปลาดุกไว้มากกว่า 6 บ่อแล้ว

ถัดจากบ่อปลาดุก ลุงมนูญจะพาเดินเพลินๆไปตามทางเท้า ผ่านสวนผักและพืชสมุนไพรที่ปลูกไว้ใต้ร่มเงาของไม้ผล หากสังเกตดีๆจะเห็นขวดน้ำพลาสติกที่ถูกตัดให้เหมือนแก้วน้ำแขวนห้อยติดอยู่กับต้นและกิ่งมะม่วง ลุงมนูญอธิบายว่า เป็นการเลี้ยงมดแดงซึ่งต้องมีเศษอาหารและน้ำแขวนไว้ให้มดแดงได้กินด้วย เมื่อมีน้ำและอาหารที่เพียงพอ มดแดงจะทำรังและออกไข่ให้เราได้สอยไว้บริโภคและขายได้ทุกฤดู

จากนั้นเมื่อเดินมาถึงประมาณกลางสวนจะพบกับขวดพลาสติกวางอยู่เรียงราย ภายในขวดจะมีกบตัวโตๆนอนอ้วนอืดอยู่ขวดละ 1ตัว ลุงมนูญเล่าว่า นี่คือการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก ใช้ขวดพลาสติกที่เป็นเศษขยะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตัดขวดให้ได้ตามที่เห็นแล้วเติมน้ำลงไปนิดหน่อย จากนั้นปล่อยลูกกบลงเลี้ยงและให้อาหารเพียง3เดือน กบจะโตและสามารถนำไปขายได้ นอกจากนั้นลุงมนูญยังเลี้ยงกบไว้ในบ่อซีเมนต์และเลี้ยงไว้ในสวนหย่อมอีกด้วย ปัจจุบันมีพ่อ-แม่พันธุ์กบมากว่า 200 ตัวแล้ว

ส่วนด้านหลังศูนย์เรียนรู้ฯลุงมนูญได้สร้างเล้าไก่เอาไว้ ลักษณะเป็นเพิงไม้ไผ่ชั้นเดียวแต่แบ่งไว้เป็น 3ห้อง มีทั้งไก่พื้นเมืองและเป็นเทศเลี้ยงรวมกันอยู่กว่า100ตัว ด้านหน้าเล้าติดป้ายอธิบายภูมิปัญญาการใช้พืชสมุนไพรเพื่อป้องกันและรักษาโรคในสัตว์ปีกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งป้าธีรวรรณขอให้ข้อมูลเองเลยว่า เป็ดและไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงไว้สามารถสร้างรายได้ต่อปีมากถึง 10,000 บาท เพราะใช้ต้นทุนในการเลี้ยงน้อยมาก ดูแลแบบพึ่งพิงธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะใดๆทั้งนั้น อาหารที่ใช้เลี้ยงจะผสมเศษก๋วยเตี๋ยวกับรำอ่อนอย่างละเท่าๆกัน แล้วคลุกเคล้ากับน้ำหมักชีวภาพให้พอข้นเหนียวแล้วนำไปเลี้ยงเป็ดและไก่ทุกเช้า-เย็นโดยไม่ต้องลงทุนซื้ออาหารใดๆ

ป้าธีรวรรณให้ข้อคิดกับผู้ที่อยากเลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างรายได้ไว้ว่า “เพราะสัตว์พูดไม่ได้ เจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน มันบอกเราไม่ได้หรอก ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมอาการของมันอยู่เสมอ” ทุกๆวันไม่เพียงแค่ให้อาหารเพื่อสัตว์กินอิ่มทั้งเช้า-เย็น ลุงมนูญและป้าธีรวรรณต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ไปด้วย หากพบสัตว์มีอาการผิดปกติ เช่น เชื่องซึม เชื่องช้า มีบาดแผล จะรีบป้องกันและรักษาตามอาการให้หาย แต่อย่างไรก็ตาม นานๆทีจะพบความผิดปกติของสัตว์ดังกล่าว

เพราะลุงมนูญและป้าธีรวรรณได้สร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน พื้นที่ภายในบริเวณศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์แห่งนี้จะปลูกพืชสมุนไพรไว้ใช้เองหลายชนิด เพราะ“สมุนไพรพื้นบ้านเป็นดั่งยาดีชั้นเลิศที่ธรรมชาติสรรค์สร้างไว้”เช่น ใช้ใบฟ้าทะลายโจร,ขมิ้นชันหรือบอระเพ็ดสดๆนำมาทุบพอแหลกแช่น้ำให้เป็ด-ไก่กินประจำ เป็ด-ไก่จะแข็งแรงไม่เป็นโรคใดๆเลย ,กำจัดไรที่รบกวนเป็ด-ไก่ด้วยใบตะไคร้หอม

เลี้ยงเป็ดไก่ด้วยสมุนไพรและอาหารที่ทำเอง

เกียรติประวัติและผลงาน

เพราะผลงานและความสำเร็จที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนผู้สนใจ ในปีพ.ศ.2551-พ.ศ.2552 ศูนย์เรียนรู้ฯที่นี่ได้รับรางวัล ศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์ดีเด่นของจังหวัดแพร่และรางวัลดีเด่นระดับภาคเหนือ ทุกๆวันลุงมนูญและป้าธีรวรรณจะคอยต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือนที่เข้ามาศึกษาดูงานอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งที่เดินทางมาแบบส่วนตัว ทั้งกลุ่มเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ทางลุงมนูญจะคอยทำหน้าที่เป็นวิทยากรอธิบายให้ความรู้กับทุกคน ทุกคำถาม พาเที่ยวชมตามฐานการเรียนรู้ต่างๆที่ได้จัดโซนไว้ ส่วนป้าธีรวรรณ ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ทางด้านการทำบัญชีครัวเรือน ปัจจุบันป้าธีรวรรณเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี(ครูบัญชี) เผยแพร่ความรู้ด้านบัญชีและสร้างจิตสำนึกให้กับผู้ที่มาศึกษาดูงานภายในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้เป็นประจำ ซึ่งผ่านมากี่สิบกี่ร้อยคนแล้วที่ทั้งสองได้แบ่งปันเรื่องราวการปลูกผักและเลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์บนพื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทั้งสองยืนยันว่า ตราบที่ยังมีลมหายใจจะคอยเป็นแบบอย่างที่ดีให้เกษตรกรคนอื่นๆตลอดไป

ท้ายที่สุดของการต้อนรับผู้มาเยือน ลุงมนูญจะบอกกับทุกคนเสมอว่า “ความสุขที่แท้จริงของชีวิต คือการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง” หนึ่งในถ้อยคำที่กล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นและจริงใจ เพื่อหวังให้ผู้ที่สนใจได้น้อมนำเอากระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทยมาลงมือปฏิบัติ เพื่อความสุขที่แท้จริง ลุงมนูญและป้าธีรวรรณจึงเป็นที่รู้จักนับถือของคนเป็นจำนวนมาก

เกียรติประวัติและผลงานอื่นๆ :
- พ.ศ.2549 ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงประจำ จ.แพร่
- พ.ศ.2549 รางวัลผู้นำต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ต.แม่หล่าย อ.เมือง จ.แพร่
- พ.ศ.2550 รางวัลครอบครัวตัวอย่างที่ดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จ.แพร่
- พ.ศ.2550 รางวัลวิทยากรตัวคูณพลังงานดีเด่นของภาคเหนือ
- พ.ศ.2550 รางวัลดีเด่นการประกวดผลงานของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
- พ.ศ.2551 รางวัลศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์ดีเด่น จ.แพร่
- พ.ศ.2552 รางวัลศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์ดีเด่น ภาคเหนือ
- พ.ศ. 2552 รางวัลเกษตรกรดีเด่นในการจัดทำบัญชีฟาร์ม จ.แพร่
- พ.ศ.2552 ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จ.แพร่
- พ.ศ.2552 รางวัลปราชญ์ชาวบ้านสาขาเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง จ.แพร่
- พ.ศ.2553 รองชนะเลิศอันดับ1 ระดับประเทศ ประเภทประชาชนทั่วไป การประกวดผลงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)

ศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์กับการเลี้ยงกบในส่วนหย่อมและเลี้ยงเป็ดเทศ

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

นายมนูญ วงศ์อรินทร์
88/1 หมู่5 บ้านเด่นเจริญ
ต.แม่หล่าย อ.เมือง
จ.แพร่ 54000

เรื่อง/ภาพโดย: ประพันธ์ จีระวัง จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.เชียงราย
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-30°C
นครราชสีมา
24-32°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
23-32°C
ภูเก็ต
25-27°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×