เกษตรกรต้นแบบ
"บรรจง แสนยะมูล : พบความสุขเพราะปลูกไผ่ เปลี่ยนแปลงความคิดพิชิตความยากจน"
 20 กุมภาพันธ์ 2563   766
จ.มหาสารคาม
เปลี่ยนแปลงความคิด
พิชิตความยากจน

ตั้งแต่ก่อนที่จะมาทำสวน คุณบรรจงยึดหลักอยู่ข้อหนึ่ง คือ “เปลี่ยนแปลงความคิดพิชิตความยากจน” หากเราเดินอยู่บนเส้นทางที่มันยังไม่ใช่คำตอบของชีวิต ต้องถามตัวเองว่า คุณกล้าที่จะเปลี่ยนความคิดไหม คุณกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไหม เพราะเขาเชื่อว่า เมื่อเรากล้าที่จะเปลี่ยนแปลง สิ่งดี ๆ จะรออยู่ข้างหน้า แต่ก่อนที่เราจะไปพบสิ่งดี ๆ เหล่านั้น เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงก่อน

ตอนที่คุณบรรจงทำงานประจำ แม้จะเงินเดือนสูง แต่ก็มีความเครียด แบกความรับผิดชอบ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ แต่เมื่อคุณบรรจงเลือกออกมาเดินสู่โลกการเกษตรนี้ สุขภาพที่เคยไม่ดี ก็แข็งแรงขึ้น ตื่นขึ้นมาเจอความเขียวของแมกไม้ มองเห็นใบไผ่ ได้ยินเสียงลมพลิ้ว ทำให้เขารู้สึกมีความสุข นอนหลับสบาย ฝันหวานทุกคืน ตื่นมาก็ได้กินในสิ่งที่เราปลูก ทุกอย่างที่กินเข้าไป กินได้อย่างสบายใจ กินแบบไม่ต้องกังวลว่ามีสารพิษอะไรไหม สุขภาพดีมีความสุข นั่นคือสิ่งที่สุดยอดที่สุดแล้ว

นอกจากนั้น การออกมาทำการเกษตรของเราเอง ยังทำให้เราอิสระจากคำสั่งของคนอื่น มีคนสั่งเราได้คนเดียวก็คือ เมีย คนอื่นสั่งการเราไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะปลดปล่อยความคิดของเราเนรมิตสิ่งที่จะเป็นอะไรขึ้นมาได้อย่างอิสระ พอทำแล้วก็มีอยู่มีกิน มีความสุข นอนหลับ ขับถ่ายสะดวก มันเป็นเรื่องของสุขภาพทั้งกายใจ

นอกจานั้น คุณบรรจงยังมีเครือข่ายมากขึ้น มีเพื่อนฝูงมากมาย ได้ทำคุณงามความดีกับคนในชุมชน ได้เป็นที่ศึกษาความรู้ ได้มอบองค์ความรู้ให้กับผู้อื่น ได้ไปถ่ายทอดให้กับคนอื่นแล้วคนอื่นนำไปปฏิบัติ แล้วสิ่งที่เขาปฏิบัติเขามีความสุขด้วย การที่มีคนเอาผักผลไม้มาให้ แม้มูลค่าจะไม่สูง แต่มันมีค่าที่จิตใจมาก มันเป็นความสุขที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจที่เรามีต่อกัน มาจากรอยยิ้มด้วยใจที่มีต่อกัน มันเป็นความสุขที่ไม่ได้เสแสร้ง เหล่านี้คือความสุขที่คุณบรรจงได้รับจากการก้าวมาสู่โลกของเกษตรกรอย่างเต็มตัว

การที่คุณบรรจงกลับมาทำการเกษตรนั้น เขาไม่เพียงทำให้เฉพาะครอบครัวเท่านั้น แต่เขาตั้งใจทำเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของตนเอง เพื่อเป็นผู้นำชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับพี่น้องในชุมชนให้เดินตามรอยเท้าพ่อ ตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง พาพี่น้องในชุมชนให้มีอยู่มีกินนี่ คือความภาคภูมิใจอันสูงสุดของเขา

คุณบรรจงไม่เพียงแต่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในสวนของตนเอง แต่ได้ขยายความคิดให้เป็นต้นแบบ เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ให้กับคนในชุมชนด้วย เขาได้ถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ออกไปให้กับชุมชนรอบข้าง จนกระทั่งตอนนี้เกิดวิสาหกิจชุมชน สร้างเครือข่ายขึ้นมา ทุกคนน้อมนำศาสตร์ของพระราชาของพระองค์ท่านมาลงมือปฏิบัติ ซึ่งรูปแบบการศึกษาเรียนรู้มาจากที่นี่ ที่นี่คือต้นแบบนำความเปลี่ยนแปลงความอุดมสมบูรณ์ความมั่งคั่งความยั่งยืนมาสู่ชุมชน ซึ่งตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมด 40 ครอบครัว และยังขยับขยายไปสู่ชุมชนรอบข้าง ตำบลรอบข้างที่ติดกัน ทำให้ตอนนี้มีเครือข่ายขยายออกไปรวมเป็น 10 เครือข่าย มีสมาชิกหลาย 100 คน มีพื้นที่ทำเกษตรหลาย 1,000 ไร่ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเกินจากสิ่งที่คุณบรรจงคาดหวังไว้ในตอนแรก นอกจากความสำเร็จที่ได้ มันคือความสุข คือมิตรภาพ ความสามัคคีของชุมชน ทำให้เขามีพลังที่จะขับเคลื่อนงานนี้ให้เป็นที่พึ่งพาพึ่งพิงของชุมชนรอบข้างให้ขยายวงกว้างยิ่ง ๆ ขึ้นไป

และสำหรับหลายท่านที่เข้ามาปรึกษาคุณบรรจงว่าอยากจะกลับไปทำเกษตร จะทำอย่างไร จะเตรียมตัวอย่างไรคุณบรรจงแนะนำว่า ครั้งแรกก่อนที่จะมาลงมือปฏิบัติอะไรก็ตาม ต้องวางแผนให้ดี ท่านต้องศึกษาให้ดี ศึกษา วางแผนเตรียมการให้ดีในสิ่งที่ท่านจะทำ ที่สำคัญใจของเราต้องมีความพร้อม

ต่อไปก็คือลงมือทำ ลุย ลงมือทำ ลงมือปฏิบัติเอง เมื่อลงมือปฏิบัติแล้ว จะขยายผลมันก็ทำได้ วันที่สำเร็จแล้วค่อย ค่อยตัดสินใจว่าจะลาออกมาทำไหม ถ้าไม่มั่นใจในตัวเองอย่าออกมา ต้องมั่นใจในตัวเองก่อนค่อยก้าวออกมา

คุณบรรจง แสนยะมูล อายุ 48 ปี เกษตรกรและเจ้าของไร่แสนดีเกษตรทฤษฎีใหม่ อยู่ที่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม

ก่อนหน้าที่จะมาทำไร่แสนดีเกษตรกร คุณบรรจงเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน หลังจากที่เรียนจบ ม.6 ก็ผันตัวเข้ากรุงเทพเหมือนชีวิตของคนทั่วไปที่หวังไปเจริญก้าวหน้าในอาชีพของตัวเอง เป้าหมายของเขาคืออยากรับราชการตามความฝันของพ่อแม่ แต่เมื่อเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาก็มุ่งสู่ชีวิตในโรงงานอุตสาหกรรม ทำงานโรงงานอุตสาหกรรมมา 25 ปี ผ่านการทำงานทุกตำแหน่ง ทุกระดับในองค์กร แต่เขารู้สึกว่าการเป็นลูกจ้างของคนอื่นเป็นวิถีชีวิตที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวของเขาเอง เจ้านายสั่งอะไรก็ต้องทำตามนโยบายของเขาทุกอย่าง เป็นชีวิตที่ไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมไปถึงเกษียณหรือเปล่า มันเหมือนเราเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ไม่รู้ว่าวันไหนเส้นด้ายจะขาด จะโดนให้ออก จึงมีความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง

เกษตรกร คือ ชีวิตที่เขามองไว้ เขามองว่า การเป็นเกษตรกรคือชีวิตที่เขาสามารถกำหนดเองได้ว่าอยากทำอะไร อยากสร้างสรรค์อะไร เขามองแตกต่างจากคนอื่นว่า การเกษตรสามารถให้ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนแก่ชีวิตเขาได้ หากเดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เขาจึงลงมือปฏิบัติ และทำให้คนอื่น ๆ ในชุมชนเห็นว่านี่แหละคือสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด มีความสุขที่สุด

ก่อนที่จะตัดสินใจ คุณบรรจงใช้เวลาในการศึกษาอยู่ประมาณหนึ่งปีในการอ่านหนังสือ การไปดูตามศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ ก่อนที่จะมาลงมือปฏิบัติ

การลงมือปฏิบัติของคุณบรรจง ก็คือ ตอนนั้นยังอยู่ในกรุงเทพฯ ที่บ้านไม่มีพื้นที่ คุณบรรจงก็อาศัยร่องปูนแตกหน้าบ้าน 5 เซนติเมตรเป็นแหล่งทดลองเรียนรู้ ทดลองทำจนกระทั่งได้องค์ความรู้และมั่นใจว่าสามารถจะนำไปต่อยอดที่อื่นได้ สามารถยกตรงนี้ไปขยายพื้นที่ปลูกได้ ก็เลยตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดของตัวเอง จึงลาออกจากงานในปี พ.ศ. 2555 ระยะเวลาจนถึงปัจจุบันก็ 7 ปีแล้วที่เขาเริ่มต้นมาเป็นเกษตรกร โดยเลือกที่จะปลูกไผ่ ปลูกมะละกอ ปลูกมะนาว ซึ่งเป็นพื้นฐานในเรื่องของการกินของคนในพื้นที่ และอีกอย่างเป็นสิ่งที่คุณบรรจงชอบ

คุณบรรจงเลือกทำเกษตรผสมผสาน โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน มีพื้นที่ทำสวน 12 ไร่ พื้นที่ใกล้แหล่งน้ำเลือกที่จะปลูกป่า มีพวกยางนา พะยูง คือปลูกอยู่ในโซนที่ใกล้สุด ปลูกแล้วไม่ได้คาดหวังอะไร ให้เขาอยู่ตามธรรมชาติของเขา ตอนนี้ก็เริ่มโตแล้ว ส่วนด้านข้างปลูกขี้เหล็กเป็นแนวรอบ เป็นแนวกันชน ปลูกไผ่เป็นแนวกันลม ซึ่งไผ่ที่โตขึ้นมานี้ เป็นแนวกันลมได้เป็นอย่างดี เวลามีลมแรง ๆ เข้ามาปะทะ เกราะกำบังที่ดีที่สุดก็คือไผ่ เพราะฉะนั้นในส่วนของไร่แสนดีเองนี้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเรื่องพายุลม

ถัดจากโซนป่าจะเป็นโซนไม้ผล ไม้ผลที่นี่จะเน้นในเรื่องของการปลูกง่าย เช่น มะม่วงซึ่งเหมาะกับพื้นที่ที่เป็นดินทราย อีกตัวหนึ่ง คือ มะขามเปรี้ยว เพราะมะขามใบอ่อนทานได้ ถ้าทานไม่ได้ก็ใช้ประกอบอาหารได้ เป็นลูกอ่อนขายได้ สุกมาแล้วแกะเมล็ด เมล็ดก็ยังขายได้ แล้วยังเก็บได้ สามารถแปรรูปได้ อีกตัวหนึ่งคือมะขามเทศ กิโลกรัมละ 150 บาท ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บขายได้ทั้งปี

โซนต่อไปก็คือฟาร์มปศุสัตว์ เป็นเรือนเพาะชำ พื้นที่ของคุณบรรจงเป็นพื้นที่สูง เพราะฉะนั้นพื้นที่ไกลสุดจะเป็นสวนป่า เป็นไม้ผล เป็นเรือนเพาะชำ พอฝนตกมันก็จะชะลงมาแล้วไปเป็นสวนไผ่ ต่ำสุดก็จะเป็นบ่อเก็บน้ำเพราะฉะนั้นน้ำที่ไหลลงมาก็จะไปอยู่ที่บ่อกักเก็บน้ำ น้ำที่เก็บไว้ใช้ได้ทั้งปี อันนี้คือส่วนของ 12 ไร่

อีกส่วนเป็นพื้นที่ ที่อยู่อาศัย อีกส่วนหนึ่งก็เป็นศูนย์เรียนรู้ ในปี พ.ศ. 2562 นี้ได้รับการแต่งตั้งจากจังหวัดมหาสารคามเป็นศูนย์ป่าของจังหวัดมหาสารคาม เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้คือศูนย์เรียนรู้ คือศูนย์ป่าที่พี่น้องเกษตรกรหรือพี่น้องในมหาสารคามในพื้นที่ใกล้เคียงอยากจะเข้ามาศึกษาเรียนรู้ สามารถติดต่อเข้ามาศึกษาเรียนรู้ตรงนี้ได้

อีกพื้นที่หนึ่งที่คุณบรรจงจะต้องทำจนกระทั่งวันตาย คือ การทำนา คุณบรรจงมีพื้นที่การทำนาอยู่ 8 ไร่ อยู่ที่อำเภอวาปีปทุม ห่างจากตรงนี้ประมาณ 70 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ที่พ่อแม่ซื้อให้ ก็เลยต้องเดินทางไปทำงานที่โน่น ในการทำนาข้าวนี้ คุณบรรจงจะเน้นในเรื่องของการทำนาเพื่อสุขภาพ ตัวหลักก็คือข้าวเหนียวดำ และข้าวหอมใบเตย คือข้าวที่มีน้ำตาลน้อย มีคลอเรสเตอร์รอล 0% เหมาะที่จะเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ เวลาสีเป็นข้าวกล้องแล้วจะมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย เป็นข้าวจ้าว ชื่อข้าวสายพันธุ์หอมใบเตย

การปลูกไผ่...
ก่อนที่จะปลูกไผ่นั้น คุณบรรจงศึกษาเรื่องไผ่มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เวลาที่ไปเห็นไผ่ เห็นหน่อใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นไผ่ยักษ์น่าน ไผ่จีนปักกิ่ง ไผ่ไจแอนส์ ก็อยากจะได้มาอยู่ในสวนของตนเอง ไม่ว่าจะกิ่งแพงขนาดไหนก็ซื้อมาปลูก แต่คุณบรรจงไม่ได้ศึกษาเลยว่าพื้นที่ของเขานั้นปลูกแล้วมันเหมาะมั้ย เขาซื้อมาเกือบทุกสายพันธุ์ แต่ผลปรากฏว่า ไร่แสนดีแห่งนี้มีพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุดแค่สองสายพันธุ์ สายพันธุ์ที่หนึ่งคือไผ่ตงลืมแล้งหรือไผ่กิมซ่ง อีกสายพันธุ์หนึ่งก็คือไผ่เลี้ยงสีทอง ที่ว่าเหมาะสมเพราะให้หน่อเยอะ

ส่วนสายพันธุ์อื่นที่นำมาปลูกไม่ได้ผล ถ้าไม่ตายก็ไม่โต คุณบรรจงจึงอยากฝากพี่น้องภาคการเกษตรหรือว่าผู้ที่สนใจที่จะมาทำสวนไผ่ว่า ให้ดูพื้นที่ของตัวเองว่าเป็นอย่างไร เหมาะกับพันธุ์อะไร เพราะไผ่แต่ละสายพันธุ์เติบโตได้ในพื้นที่ต่างกัน โดยแต่ละสายพันธุ์มีความโดดเด่นแตกต่างกัน

ไผ่เลี้ยงสีทองความเด่นคือออกหน่อเยอะ แล้วก็ให้หน่อตลอดเวลา ส่วนไผ่ตงลืมแล้งนั้นถือเป็นพระเอกของไร่แสนดีเลย คือหนึ่ง ให้หน่อ สอง สามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์จากไผ่ได้ ทำน้ำไผ่ได้ โดยเฉพาะไผ่ตงลืมแล้ง ที่นี่จะทำการศึกษาการทำน้ำไผ่ ซึ่งจากการวิจัยพบว่าไม่มีสารยูริกด้วย ที่สำคัญน้ำไผ่จากไร่แสนดีได้เข้าสู่กระบวนการวิจัยเรียบร้อยแล้ว มีรูปเล่มออกมาเรียบร้อยแล้วว่าหลังจากวิจัยมาแล้วมีสารสำคัญอะไรที่เจอ

ในส่วนของน้ำไผ่ มีสารเฟลิกซ์นอยด์ซึ่งเป็นสารไปควบคุมสารอนุมูลอิสระ ลดอาการอักเสบ และที่สำคัญคือมีสารควบคุมสารเมลานีน คือสารผลิตเม็ดสีไม่ให้มีสีคล้ำ เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวของคุณบรรจง ตื่นเช้ามาเขาจะดื่มน้ำไผ่ประมาณครึ่งแก้ว แล้วก็ล้างหน้าครึ่งแก้ว ทำให้หน้าสดใส และตอนนี้เขากำลังนำน้ำไผ่มาต่อยอดทำเซรั่มน้ำไผ่เพราะมันมีคุณสมบัติพิเศษสุดเลย ทาแล้วผิวจะใสกระจ่างนุ่มชุมชื่นดูอ่อนกว่าวัย ตอนนี้กำลังยื่นเรื่องขอ อย. อยู่

ส่วนปัญหาในการปลูกไผ่ สำคัญที่สุดคือเรื่องของน้ำ ถ้าคุณมีน้ำอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกได้เลย เขาจะให้ผลตอบแทนแบบมหาศาลมาก คือปลูกครั้งเดียว ลำก็นำมาใช้ได้ ใบที่ร่วงหล่นลงมาก็กลายเป็นปุ๋ย กิ่งพันธุ์ก็ทำรายได้ หน่อก็ขายได้ และยังปลูกแนวกันลมได้อย่างดี ถือเป็นพืชสารพัดประโยชน์เลยทีเดียว และเป็นพืชที่ไม่มีโรค จะมีสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เดินเข้ามาหน่อย ก็คือมดดำก็แค่นั้นเอง ไม่ใช่ปัญหา ไม่ใช่อุปสรรค ไม่ใช่โรค

การปลูกไผ่ทั้งสองชนิด ไม่ว่าจะเป็นไผ่เลี้ยงสีทองหรือไผ่ตงลืมแล้งแค่ปีเดียวก็สามารถให้หน่อ เก็บหน่อขายได้แล้ว 3 ปี ก็ได้ลำไผ่ลำที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความแข็งแรงนำไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนในเรื่องของการทำน้ำไผ่ สามารถที่จะเก็บน้ำไผ่ได้ตลอด ยิ่งไผ่อายุมากเท่าไหร่ น้ำไผ่ยิ่งหอม มีคุณสมบัติที่สำคัญเยอะ แต่น้ำไผ่ที่มาจากกิ่งอ่อนจะมีรสชาติเปรี้ยว

ในการปลูก คุณบรรจงบอกว่าสามารถปลูกโดยมีระยะห่างตั้งแต่ 2 เมตร x 2 เมตร , 2.5 × 3.5 , 3 × 3 หรือ 4 × 4 แต่ที่เหมาะที่สุดคือ 3 × 3 เมตร เพราะสามารถเข้าไปจัดการเรื่องหญ้าได้ ใช้รถไถนา หรือ รถตัดหญ้าาเข้าไปจัดการได้ ไม่ต้องยกร่อง นอกจากนั้น ต้องเหลือพื้นที่ไว้ส่วนหนึ่งไว้สำหรับสางกิ่งไผ่ จะกองไว้ในส่วนนี้หรือจะลากไปไว้ตรงส่วนอื่นก็ได้

นอกจากนั้น การทำถนนเข้าออก การจัดวางระบบน้ำ ต้องให้มันสัมพันธ์กัน บางครั้งอาจจะต้องทำถนนไปครึ่งหนึ่ง คุณบรรจงแนะนำว่า ปลูกเป็นแถว 3 × 3 เมตรนี้สัก 10 ต้น พอแถวละ 10 ต้นแล้วก็ทำถนน แล้วก็ปลูกใหม่อีกแถวละ 10 ต้น จะได้วางระบบน้ำ วางระบบขนส่งได้ง่ายขึ้น

ในการดูแลนั้นคุณบรรจงพยายามสางลำ แล้วก็ใส่ตำแหน่งของลำให้มันขึ้นให้ตรงตำแหน่ง เพื่อให้เขาขึ้นได้เยอะ ยิ่งตัดจะยิ่งได้หน่อเยอะ ถ้าใครปลูกไผ่แล้วไม่ค่อยตัด หน่อจะน้อย ส่วนเรื่องการให้ปุ๋ย ไผ่เป็นพืชที่ชอบปุ๋ยค่อนข้างจะเยอะแล้วปุ๋ยที่เขาชอบที่สุดก็คือปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยคอก ถ้าอยากได้หน่อสวย ให้ใช้ฟางคลุมกอ พอให้ปุ๋ยแล้วก็ใช้ฟางคลุมกอเวลาที่หน่อเขาขึ้นมาจะมีสีสวย มีสีโอล์ดโรส สีส้ม สวยมาก และหน่อจะนิ่มมาก ถ้าไม่คลุมจะนิ่มน้อยกว่า

การตลาด...
ในส่วนของการตลาด คุณบรรยงเป็นคนไม่กล้าเอ่ยขาย ก็มานั่งดูว่าถ้าผลผลิตออกมา จะไปขายที่ไหน สิ่งแรกที่เขาทำ คือ เอาไปทำบุญที่วัด ทั้งมะนาว มะละกอ ไข่ หน่อไม้ ก็เอาไปทำบุญ พอทำบุญเสร็จ ปรากฏว่าญาติโยมที่ไปทำบุญจะถามว่าหน่อไม้ตัวนี้เอามาจากไหน เขาก็พูดปากต่อปากว่าเอามาจากไร่แสนดี ก็บอกว่าอร่อยดีนะ ก็เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้ามา ดังนั้น นอกจากจะขายของที่สวนแล้วก็เริ่มต้นขายที่นี่ คือที่วัดก่อนเลย ก็คือมีลูกค้าเข้ามา ต่อมาก็เริ่มที่จะนำผลผลิตออกไปขายข้างนอก มีทั้งตลาดเขียว ในวันอาทิตย์ เป็นตลาดปลอดสารพิษ วันอังคารไปขายที่หน้า ธกส. วันพุธไปขายที่หน้าสหกรณ์ ทุกครั้งที่นำไปขาย จะแปรรูปไปด้วย อย่างเช่นหน่อไม้ ก็แกะเปลือกไป สับไป ทำเป็นกับข้าวชนิดต่าง ๆ ก็ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะตามใจผู้บริโภค

ในส่วนของการขายกิ่งพันธุ์ เริ่มต้นจากการขายในโลกออนไลน์ เพราะนอกจากคุณบรรจงจะขายผลิตภัณฑ์ที่ตลาดในชุมชนแล้ว เขายังไปขายตามงานอีเวนท์ต่าง ๆ สิ่งที่ได้ตามมาคือ การขายบนโลกออนไลน์ ตลาดออนไลน์จะเป็นตลาดที่มีเพื่อนฝูงเยอะ จึงมีการขายกิ่งพันธุ์เกิดขึ้น มีการชวนมาเที่ยวที่ไร่ มีการเดินทางเข้ามาศึกษาเรียนรู้ พอสนใจก็จะสั่งกิ่งพันธุ์ไปปลูก การขายกิ่งพันธุ์ไม่เหมือนกับการขายอย่างอื่น บางท่านที่สนใจซื้อเป็นหลักพันก็มี ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นช่องทางหรือเป็นรายได้ที่ชัดเจน ที่ไร่แสนดีขายกิ่งละ 50 บาท เขาซื้อ 1,000 กิ่ง ก็เป็นเงิน 50,000 บาทแล้ว

นอกจากผลิตภัณฑ์จากไผ่ ไร่แสนดีก็มีมะนาว มีข้าวด้วย ตอนนี้ตลาดที่น่าสนใจสำหรับไร่แสนดี และสามารถสร้างรายได้ให้มากที่สุดก็คือตลาดออนไลน์

นอกจากนี้ คุณบรรจงสามารถรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาได้ คุณบรรจงเชื่อว่าถ้าเราทำของดีมีคุณภาพไม่ว่าจะอยู่ในมุมไหนของโลกลูกค้าจะต้องตามไปหา เพราะยุคนี้มันเป็นยุคของการรักษาสุขภาพเป็นการรักตัวเองมากขึ้น อะไรที่ดีอะไรที่ปลอดภัยเขาจะมา จึงมีโครงการจัดตั้งตลาดกลางโคกอยู่ที่นี่ เพื่อให้พี่น้องที่อยู่ด้านนอกที่สนใจเข้ามาซื้อที่นี่ และต่อมาก็คือขายในชุมชนในหมู่บ้านนี้เอง ทำให้เป็นแหล่งอาหารของชุมชน ผลิตทุกอย่างที่สามารถกินได้

นอกจากนั้นยังมีน้ำไผ่อีกตัวหนึ่งที่เตรียมจะคลอดออกมา เป็นเซรั่มน้ำไผ่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ถือว่าเป็นสินค้าที่โดดเด่นของไร่แสนดีมาก ตอนนี้มีลูกค้าในระดับจังหวัดที่สนใจจะสร้างตัวแทนจำหน่ายในแต่ละภูมิภาคของประเทศ แล้วกระจายสินค้าตัวนี้ออกไปตามศูนย์ของเรา ตอนนี้มีอยู่แล้วที่กรุงเทพ ฯ นี่คือจุดเริ่มต้น

ความภูมิใจ...

-ต้นแบบเกษตรกรพอเพียง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
-รางวัลคนดีศรีสารคาม จากท่านวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม
-เป็นศูนย์ถ่ายทอดประมง ของท่านประมงจังหวัดมหาสารคาม
-รางวัลวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัดมหาสารคาม ปี พ.ศ. 2562

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

คุณบรรจง แสนยะมูล บ้านหนองยาง ต.หัวขวาง อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม 44140

พบความสุขเพราะปลูกไผ่ เปลี่ยนแปลงความคิดพิชิตความยากจน l รักบ้านเกิด



เทคนิคผลิตน้ำไผ่ เสริมรายได้ ทางเลือกใหม่ของเกษตรกร l รักบ้านเกิด



เทคนิคใช้ฟางคลุมกอไผ่ ให้หน่อสวย รสชาติอร่อย ตลาดต้องการสูง l รักบ้านเกิด

เรื่อง/ภาพโดย: ณัฏฐ์ คำวิชัย ทีมงานรักบ้านเกิด
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
26-31°C
เชียงใหม่
23-32°C
นครราชสีมา
24-30°C
ชลบุรี
26-29°C
นครศรีธรรมราช
25-32°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×