เกษตรกรต้นแบบ
"มนัสนันท์ ปาสาวัน : เลิกเป็นครูมาทำนาเพราะบูชาแม่พระธรณี"
 21 เมษายน 2559   150
จ.พะเยา
สารเคมี ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการทำนาข้าว
เราเคยหวนคิดกันบ้างไหม แต่เดิมบรรพบุรุษ
ทำนาข้าวกันอย่างไร ถึงได้ผลผลิตข้าวมากมาย สามารถเลี้ยงดูเราให้เป็นคนมาถึงปัจจุบัน

ครูเปีย หรือมนัสนันท์ ปาสาวัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสร้อยศรี

พระคุณที่สาม ยังคงงดงามแจ่มใส เพราะถึงแม้วันนี้ครูมนัสนันท์ ผู้เปรียบดั่งเรือจ้างได้อำลาอาชีพครู จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอภูกามยาว จ.พะเยาไปแล้ว แต่ยังคงนำความเป็นครูกลับมาพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิดเพราะห่วงคุณภาพชีวิตของเพื่อนบ้านและหวงแหนผืนแผ่นดินที่เราใช้หว่านปลูก ยิ่งนานวันผืนดินยิ่งมีสภาพเสื่อมโทรมเนื่องจากวิถีการเกษตรที่เปลี่ยนแปลงไป ชาวบ้านใช้สารเคมีกันมากขึ้น บัดนี้พระแม่ธรณีเทพีแห่งผืนแผ่นดินที่คนไทยนับถือบูชามาแต่ในอดีตได้ถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของคนไทยเอง ชาวบ้านใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า และเคมีอื่นๆมาปรับปรุงดินและต้นพืช มีการวางแผนปลูกพืชและเตรียมดินอย่างไม่ถูกวิธี เป็นเหตุให้ดินเสื่อมเร็ว จึงถึงเวลาแล้วที่ครูมนัสนันท์ต้องหันมาใส่ใจเพื่อนบ้านเหมือนครูสอนศิษย์ ให้ท้องนาท้องไร่เป็นเหมือนห้องเรียน เพียงแค่หวังให้ครอบครัวและเพื่อนบ้านมีสุขภาพที่ดี ลดละเลิกการใช้สารเคมีอย่างสิ้นเชิง

หลักคิดในการใช้ชีวิต

"เราทำลายผืนดินเกิดกันมามากพอแล้ว หยุดใช้สารเคมีกับดินและพืช
หยุดทำร้ายพระแม่ธรณีผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ได้แล้ว"


คุณมนัสนันท์ ปาสาวัน หรือครูเปีย เกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2519 บิดาผู้ให้กำเนิดชื่อนายหลั่น พระวิสัตย์ มารดาชื่อนางจันทะวัน พระวิสัตย์ มีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 2 คน โดยครูมนัสนันท์เป็นบุตรคนแรก ของครอบครัว มีความมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง กระทั่งในปีพ.ศ.2545 ได้เดินตามความฝัน อุทิศตนเป็นครูประจำศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอภูกามยาว จ.พะเยา ได้เป็นที่รู้จักเคารพรักของเพื่อนร่วมงานและลูกศิษย์ลูกหาทั่วไป ด้านชีวิตคู่ครูมนัสนันท์ได้สมรสกับนายลือชา ปาสาวัน มีบุตรด้วยกัน 2 คน ปัจจุบันอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ที่หมู่บ้านสร้อยศรีพัฒนา หมู่16 ต.จุน อ.จุน จ.พะเยา

ครูมนัสนันท์ เล่าว่า “อาชีพหลักของชาวบ้านที่นี่คือทำการเกษตร เน้นทำนาปีเป็นหลัก พอถึงฤดูทำนา ทุกคนก็ต้องไปทำนา แต่สำหรับตนแล้ว ต้องทำหน้าที่ของครู คือทุกวันต้องตื่นก่อนใครๆ ในบ้านเพื่อเตรียมตัวออกไปทำงานไกลบ้าน และหลายครั้งต้องกลับบ้านขณะที่ทุกคนในครอบครัวนอนหลับกันหมดแล้ว บางวันแทบไม่ได้เห็นหน้าลูกเลย”

“กว่า10ปีสำหรับอาชีพครู ได้สอนวิชาชีพต่างๆให้คนมากมาย คิดว่าถึงเวลาแล้วล่ะ ที่จะนำความเป็นครูมาตอบแทนคุณผืนแผ่นดินเกิด”

“โชคดีที่เกิดมาเป็นลูกพ่อ”ครูมนัสนันท์ กล่าวถึงนายหลั่น พระวิสัตย์ ผู้เป็นบิดา ชายผู้เป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาหวงแหน แทนคุณผืนแผ่นดิน ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแบบอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน ท่านได้สร้างจิตสำนึกให้ลูกหลานได้ตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร มุ่งมั่นนำพาครอบครัวและเพื่อนบ้านให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยการสร้างรายได้จากการทำนาปี ปัจจุบัน นายหลั่น พระวิสัตย์เป็นผู้ใหญ่บ้านที่ชาวบ้านให้การยอมรับนับถือ สามารถนำพาลูกบ้านผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อการจำหน่าย สร้างรายได้จากข้าวเปลือกเหนียว พันธุ์กข.6 ,ข้าวเปลือกเจ้า กข.15 และข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ105 มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีจำหน่ายมากถึง 100-150ตันต่อปี มีชื่อเสียงจนได้รับรางวัลหมู่บ้านผลิตข้าวหอมมะลิดีเด่นระดับประเทศในปีพ.ศ.2544 และครูมนัสนันท์นี่เอง คือผู้ที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของบิดา

ปีพ.ศ.2555 ครูมนัสนันท์ ได้ลาออกจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอภูกามยาว จ.พะเยา พร้อมกับหอบความฝันเดินตามรอยเท้าของบรรพบุรุษที่มอบผืนนากว่า 50ไร่ไว้เป็นมรดก แต่ที่ผ่านมาครอบครัวได้ทำนาจริงๆเพียง 10กว่าไร่เพื่อไว้ให้พอสำหรับเลี้ยงคนในบ้านเท่านั้น ส่วนผืนนาที่เหลือได้แบ่งให้เพื่อนบ้านคนอื่นๆเช่าทำนา และพบว่าชาวบ้านใช้สารเคมีกันอย่างมาก จนเห็นผลเสียที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ครูมนัสนันท์เล่าว่า “ไม่เคยลืมว่าเติบโตมากับหัวไร่ปลายนา ยังจดจำคำพร่ำสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ที่สอนให้เคารพบูชาพระแม่ธรณีผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ จึงตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีที่เพื่อนบ้านใช้ทำนาในปัจจุบัน เพราะยิ่งใช้สารเคมียิ่งทำร้ายพระแม่ธรณี ทำให้ผืนดินที่เคยมีชีวิตกลับกลายสภาพเสื่อมโทรมจนไม่สามารถปลูกหว่านอะไรได้ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกรเพราะได้รับพิษจากสารเคมีที่เข้าไปสะสมในร่างกาย”

"มุ่งมั่นตั้งใจ หวังให้เพื่อนบ้านหยุดใช้สารเคมี หยุดทำร้ายพระแม่ธรณี"

เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ภูมิปัญญาชาวบ้านดั้งเดิมในการทำนาข้าวสมัยปู่ยาจึงถูกลืมเลือนเริ่มหายไปเช่นกัน สิ่งที่ครูมนัสนันท์สัมผัสได้ตอนนี้ คือ ไม่มีเพื่อนบ้านคนใดที่ไม่ใช้สารเคมีในการทำนาข้าว ทั้งยาฆ่าหญ้า สารกำจัดแมลง และปุ๋ยเคมี เพียงเพราะเห็นว่าง่าย สะดวกสบาย แต่ผลกระทบที่ตามมาได้ประจักษ์เห็นชัดแล้วว่า ชาวบ้านหลายคนเจ็บป่วยเพราะสารพิษที่เข้าไปสะสมในร่างกาย เกิดปัญหาดินเสีย แข็งกระด้าง ดินตายไร้ชีวิต และไม่สามารถปลูกพืชอื่นใดได้อีก วันนี้ครูมนัสนันท์กลับมาแล้ว เริ่มจากการใช้ต้นทุนทางปัญญาที่บิดาสร้างไว้ ดูแลแปลงนาที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เป็นแปลงนาปลอดสารเคมี ลดการใช้ปุ๋ยเคมีให้น้อยลง ทำให้เพื่อนบ้านได้เห็นว่า นอกจากจะได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีแล้ว วันนี้ยังได้ข้าวสารปลอดสารพิษ มาตรฐานGAP ที่สามารถแปรรูปบรรจุถุง เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้อีกด้วย

“เราทำลายผืนดินเกิดกันมามากพอแล้ว หยุดใช้สารเคมีกับดินและพืช หยุดทำร้ายพระแม่ธรณีผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ได้แล้ว สารเคมีไม่ใช้สิ่งจำเป็นสำหรับการทำนาข้าว เราเคยหวนคิดกันบ้างไหมแต่เดิมบรรพบุรุษของเราทำนาข้าวกันอย่างไร ถึงได้ผลผลิตข้าวมากมายสามารถเลี้ยงดูเราให้เป็นคนมาถึงปัจจุบัน แต่ก่อนไม่มีใครรู้จักหรอก ปุ๋ยเคมีคืออะไร? ยาฆ่าแมลง,ยาฆ่าหญ้าคืออะไร? สมัยก่อนปู่ย่าตายายไม่เคยใส่ปุ๋ยเคมีเลยสักนิดแต่สามารถทำนาข้าวแล้วได้ผลผลิตมากถึงไร่ละ1เกวียน"

"ดำนา"บรรยากาศวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวนา

ประวัติและความเป็นมาเกี่ยวกับตัวเกษตรกร

"ทำนาอินทรีย์ยุคใหม่ ควรรู้จักใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร ผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้าน"

อดีตครู กศน.ท่านนี้เป็นที่รู้จักของชาวบ้านกันมากขึ้น เพราะทำนาไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เพื่อนบ้านใช้สารเคมี แต่ครูมนัสนันท์ใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตรผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำนา ครูมนัสนันท์กล่าวต่อว่า “การทำนาอินทรีย์ต้องหมั่นสังเกตการเจริญเติบโตของต้นข้าวอยู่เสมอ สังเกตช่วงความต้องการสารอาหารในการเจริญเติบโตของข้าว โดยใช้เทคโนโลยีชุด“แถบวัดสีใบข้าว” มาตรฐานของกรมการข้าว ใช้วัดอ่านค่าสีของใบข้าวเพื่อประเมินความต้องการธาตุอาหารของต้นข้าว นอกจากนี้ยังได้ใช้เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ตรวจสอบข้อมูลชุดดิน จากนั้นตรวจสอบปริมาณ N-P-Kในดินและใช้ปุ๋ยตามค่าที่ได้ เป็นการใช้ปุ๋ยเคมีตามชุดดินและค่าวิเคราะห์ดินสำหรับต้นข้าว ช่วยให้เราใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เหลือตกค้างในดิน ช่วยลดต้นทุนในการเพาะปลูก”

ส่วนในเรื่องของการบำรุงต้นข้าว ครูมนัสนันท์ไม่เคยใช้ฮอร์โมนใดๆจากร้านขายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรเลย แต่จะใช้ฮอร์โมนที่กลั่นมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้ยาบำรุงต้นข้าวที่มาจากหัวใจของความใฝ่รู้ใฝ่เรียน ซึ่งการดูแลต้นข้าวในนาที่เริ่มแตกกอชูช่อเขียวจะใส่ปุ๋ยหมักอินทรีย์ ในปริมาณ50 กก.ต่อไร่ จากนั้นจะผสมฮอร์โมนน้ำหมักชีวภาพ1ลิตร +ฮอร์โมนไข่ 300ซีซี +น้ำเปล่า200ลิตร ฉีดพ่นในแปลงนา3ช่วง คือ ช่วงข้าวตั้งท้อง, ข้าวเริ่มออกรวง และช่วงรวงข้าวสลัดเกสร ช่วยให้ข้าวรวงโต น้ำหนักดี ผลผลิตดี จึงนับว่าเป็นฮอร์โมนที่วิเศษที่สุด พิสูจน์ให้เพื่อนบ้านได้เห็นแล้วว่าช่วยบำรุงดูแลข้าวให้ได้ผลผลิตดีจริงๆ

ปัญหาโรคและแมลงในนาข้าว ไม่เคยทำลายความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งของครูมนัสนันท์ได้เลย ไม่เลยสักนิดที่ครูท่านนี้จะคิดใช้สารเคมีกำจัด ครูมนัสนันท์ได้รู้จักการใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลัส ทูริงเยนซิส หรือที่เรียกว่า"เชื้อบีทีชีวภาพ"เพื่อฉีดพ่นควบคุมแมลงในนาข้าวซึ่งได้ผลดีมาก และส่วนปัญหาโรคต่างๆในนาข้าวก็ถูกกำจัดด้วยเชื้อรา"ไตรโคเดอร์มา"สารชีวภาพที่ครูท่านนี้ได้ศึกษาและนำมาใช้ให้ประจักษ์แก่สายตาเพื่อนบ้าน

ทุกขั้นตอนที่ได้ปฏิบัติกับนาข้าวครูมนัสนันท์จะเชิญชวนสมาชิกกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและเพื่อนบ้านอื่นๆได้มีส่วนร่วมอยู่เสมอ นับวันสมาชิกกลุ่มที่มีหัวใจสีเขียว ผู้รักการทำนาอินทรีย์ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภาครัฐเห็นความสำคัญ ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งโรงสีข้าวขนาดกลาง มีเครื่องมือในการผลิตและแปรรูปข้าวบรรจุถุง เครื่องมือการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในนาข้าว ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถเป็นแบบอย่างให้กับชุมชนอื่นๆได้

โรงสีข้าวขนาดกลางเพื่อแปรรูปข้าวบรรจุถุง

เกียรติประวัติและผลงาน

“ครูยินดีที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับทุกคนที่มีใจรักผืนแผ่นดินเกิด เพราะหากเราไม่เริ่มต้นหยุดใช้สารเคมีในวันนี้ อนาคตข้างหน้า ลูกหลานเราจะอยู่กินกันอย่างไร” ครูมนัสนันท์กล่าว

กว่าระยะเวลา4ปีแล้ว หลังจากลาออกจากงานประจำที่เคยทำ ครูมนัสนันท์ทำให้เพื่อนบ้านได้เห็นแล้วว่า การทำนาอินทรีย์คือทางรอดสำหรับอนาคต ที่ผ่านมาเพื่อนบ้านหลายคนเคยใช้สารเคมีมามากมาย มาวันนี้ครูมนัสนันท์และบิดาที่เป็นผู้ใหญ่บ้านได้เปลี่ยนชีวิตของเพื่อนบ้านให้พ้นจากพิษภัยของสารเคมี ประดุจดั่งสร้างชีวิตใหม่ให้เพื่อนบ้าน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นับเป็นเกียรติประวัติและผลงานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ทุกวันนี้ กลุ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านสร้อยศรี และกลุ่มผู้ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ หมู่16 ต.จุน อ.จุน จ.พะเยา เป็นที่รู้จักคนเกษตรกรจำนวนมาก ได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมากในการเข้ามาศึกษาเรียนรู้และดูงาน ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐในการดำเนินกิจกรรมต่างๆของกลุ่มอยู่เสมอ

เกียรติประวัติและผลงานอื่นๆ

- วิทยากรให้ความรู้ในการทำนาข้าวอินทรีย์ ปี2555- ปัจจุบัน
- เลขานุการกลุ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านสร้อยศรี ปี2555- ปัจจุบัน
- ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสร้อยศรีหมู่16 ปี2558- ปัจจุบัน

นาข้าวอินทรีย์และผลผลิตที่นำมาแปรรูปบรรจุถุง แบรนด์"ข้าวหอมสร้อยศรี"

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

ครูมนัสนันท์ ปาสาวัน
106 บ้านสร้อยศรีพัฒนา หมู่16
ตำบลจุน อำเภอจุน
จังหวัดพะเยา 56150

เรื่อง/ภาพโดย: ประพันธ์ จีระวัง จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.เชียงราย
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
25-28°C
เชียงใหม่
22-26°C
นครราชสีมา
23-30°C
ชลบุรี
25-28°C
นครศรีธรรมราช
25-31°C
ภูเก็ต
25-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×